วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกฯมั่นใจดัชนียืนเหนือ1,300 ยันไม่หมี

โบรกฯมั่นใจภาวะตลาดซบเซาระยะสั้นไม่ใช่ตลาดหมี ระยะยาวยังดีอยู่ อานิสงส์ศก.โลกฟื้น แม้ปัจจัยลบในประเทศต่อคิวเพียบ แนวรับวัดใจ 1,300 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดทุนปัจจุบันยังไม่ถือว่าอยู่ในภาวะตลาดหมี อย่างที่หลายฝ่ายกังวล แม้ดัชนีจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย แต่เชื่อว่าการซบเซาของตลาดหุ้นน่าจะเป็นระยะสั้น และปลายปียังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้

"การปรับตัวลดลงของดัชนีเชื่อว่าน่าจะเป็นระยะสั้นๆ และยังไม่เข้าสู่แบร์มาเก็ตแน่นอน โดยการปรับตัวลดลงนั้น เป็นผลมาจากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวลงในหลายส่วน บวกเงินที่ไหลออกนอกประเทศต่อเนื่อง"


เขากล่าวว่าที่ผ่านมาการเติบโตของจีดีพีไทยก็ปรับตัวลดลงจากเรื่องหลักๆ คือการส่งออกที่ชะลอตัวลงตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐและกลุ่มประเทศยูโรโซน แต่ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น ซึ่งภาคส่งออกก็น่าจะเติบโตด้วย

ส่วนการบริโภคในประเทศที่หลายฝ่ายมองว่าเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลงนั้นอาจมีบ้าง แต่กำลังซื้อนั้นยังดูดีอยู่ และเศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ถือว่าเป็นปีที่ดีสำหรับการท่องเที่ยว โดยปีนี้เชื่อว่าจีดีพีไทยจะยังสามารถขยายตัวได้เฉลี่ย 4 % อยู่ในระดับน่าพอใจ แต่ในปีหน้ายังมีโอกาสฟื้นตัวได้

นายไพบูลย์ กล่าวว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 2 จะออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับประมาณการกำไรปีนี้ลง รวมถึงระดับดัชนีปีนี้ แต่ทางบล.ทิสโก้ก็ยังคงเป้าดัชนีที่ระดับเดิมคือ 1,550 จุด ส่วนแนวโน้มระยะยาวนั้น สถานการณ์ตลาดหุ้นยังดูดีอยู่และไม่น่ากังวล

ด้านนางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ตลาดหุ้นจะยังมีทิศทางเป็นขาลงต่อไป โดยได้รับการกดดันเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มชะลอตัวลงเป็นหลัก ซึ่งปัจจัยที่จะเข้ามากระทบตลาดนั้น น่าจะเป็นปัจจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะในประเทศนั้น น่าจะไม่มีปัจจัยบวกในระยะสั้นๆ นี้ อีกทั้งยังคงมีปัจจัยลบในหลายเรื่อง

"ในระยะสั้นปัจจัยในประเทศนั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังรุมเร้าตลาดหุ้นอยู่มาก ทั้งจีดีพีที่หดตัว การส่งออกที่ยังไม่ฟื้น การบริโภคในประเทศที่เริ่มชะลอลง รวมไปถึงกำลังบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ที่ปรับตัวลง"

เธอกล่าวว่าบริษัทต้องปรับลดประมาณการกำไรทั้งปีของบริษัทจดทะเบียนลง เหลือ 15 % จากเดิม 19 % อีกทั้งความไม่ชัดเจนของคิวอีสหรัฐ ทำให้นักลงทุนต่างชาติดึงเงินกลับออกอย่างมาก ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่ของไทยได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวลดลงแรง แต่เชื่อว่าดัชนีน่าจะสามารถยืนระดับ 1,300 จุดได้

อย่างไรก็ตาม ภาวะซบเซาของตลาดนั้น เชื่อว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปมีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ในการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยน่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนถือหุ้นในพอร์ตเพียง 25% เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน และหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นอีกครั้ง

ส่วนนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นในระยะสั้นนั้นดัชนีจะถูกกดดันด้วยปัจจัยกดดันตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการคิวอี ที่จะเข้ามากดดันตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย มีโอกาสไหลเข้าไหลออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งระดับดัชนี 1,300 จุด ถือว่าเป็นระดับสำคัญ ทั้งระดับปัจจัยพื้นฐานและด้านปัจจัยทางเทคนิค ซึ่งเงินทุนต่างชาติจะเป็นตัวกำหนดว่าดัชนีตลาดหุ้นจะไปทางไหน

โดยตลาดหุ้นช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมองว่ามีทิศทางที่ดีอยู่ และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้ และเชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ที่ปรับตัวลดลงนั้น จะเป็นช่วงต่ำสุดของปี โดยครึ่งปีหลังนั้นผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นได้ และมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปในระดับ 1,500 จุดได้

ขณะเดียวกัน จากการสำรวจผลการดำเนินงานกลุ่มบริษัท ที่เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในปีนี้ โดยไม่นับรวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ พบว่ากลุ่มบริษัทดังกล่าวมีกำไรสุทธิรวมกัน 3,196 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.61% จากงวดเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,339 ล้านบาท

จากการสำรวจพบว่าบริษัท ซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) หรือ SANKO มีกำไรสุทธิ งวด 6 เดือนแรกปีนี้ลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน โดยลดลง 108.34% รองลงมาคือบริษัท อัคคีปราการ หรือ AKP กำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกลดลง 34.86% และบริษัท สหการประมูล หรือ AUCT กำไรสุทธิงวด 6 เดือนลดลง 13.93% บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป หรือ M กำไรสุทธิลดลง 11.45% และบริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียน หรือ CHO กำไรสุทธิลดลง 10.81%

บริษัท ซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) (SANKO) แจ้งว่า สาเหตุที่บริษัทมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2556 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้กำไรสุทธิงวด 6 เดือนปรับลดลงด้วย มาจากรายได้ลดลงตามเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะด้านธุรกิจยานยนต์ที่ชะลอตัวชัดเจน ขณะเดียวที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 7% และต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 2.07%

นายรัฐวัฒน์ ศุขสายชล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) (SANKO) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมและสังกะสีฉีดขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ ฉีดหล่อ ความดันสูง (HIGH-PRESSURE DIECASTING หรือ HPDC) ให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า บริษัทกำลังศึกษาแนวทางขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ขณะเดียวกันก็เป็นการรับมือกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยได้สั่งซื้อเตาหลอมและเครื่องกลึงอัตโนมัติ จะเริ่มติดตั้งเตาหลอมใหม่ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 7-10 วัน จึงจะแล้วเสร็จ หลังติดตั้งแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกลง

จากการสำรวจพบอีกว่า บริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) มีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรก ปรับเพิ่มขึ้นมากสุด หรือเพิ่มขึ้น 465.48% รองมาคือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ที่มีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรก เติบโต 123.46% และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CK) ที่กำไรงวด 6 เดือนแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 121.87%

บทวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป ระบุว่า ทางฝ่ายวิจัยยังคงคาดกำไรสุทธิในปี 2556 ของบริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) ที่ 1,349 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167.4% จากปีที่แล้ว โดยครึ่งปีแรกคิดเป็น 50.1% ของประมาณการและเมื่อเทียบกับบริษัท การบินไทย (THAI) และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ถือว่า NOK ทำผลประกอบ การได้ดีกว่าทั้ง 2 ราย ซึ่งมอง NOK เป็นหุ้นแนะนำของธุรกิจสายการบิน พีอี 17 เท่า ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 36.75 บาท ยังคงแนะนำซื้อ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นไอพีโอที่เข้าซื้อขายตั้งแต่ต้นปี จำนวน 16 บริษัท โดยเทียบราคาเสนอขาย กับราคาปิดการซื้อขายในวันที่ 22 ส.ค. พบว่ามีบริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาไอพีโอจำนวน 8 บริษัท หรือคิดเป็น 50% อีก 7 บริษัทราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาจอง และ 1 บริษัทที่ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาไอพีโอ โดยบริษัทที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ราคาเพิ่มขึ้น 60.32% และบริษัทที่ราคาหุ้นปรับลดลงมากสุดคือบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ราคาปรับลดลง 52%