บล.เอเซียพลัส แนะลงทุนหุ้น STA-CPF-SVI ช่วงเงินบาทอ่อนค่า ระบุกลุ่มเกษตรฯ-ชิ้นส่วนฯ สุดแจ่มเหตุรายได้ส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์
บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส หรือ ASP เปิดเผยว่า ในภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยเฉพาะในฝั่งพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐ และยุโรป ถือว่าเป็นผลดีต่อภาคส่งออกของไทย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงสูงสุดของทุกปี บวกกับสถานการณ์ค่าเงินที่อ่อนค่าทั้งภูมิภาคเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญกับภาคส่งออก (ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลงเฉลี่ยราว 7% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) และเมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศพบว่าเงินรูปีอ่อนมากสุดเกือบ 14% ตามมาด้วยเงินรูเปียะห์ราว 10% เงินริงกิต กว่า 7% เงินเปโซ 6.5% ขณะที่เงินบาทอ่อนตัวกว่า 4.2% เป็นต้นส่วนเงินบาทอ่อนค่าราว 3.4% (ค่าเฉลี่ย 30.16 บาทต่อดอลลาร์ ytd) ขณะนี้อยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ (เทียบกับสมมติฐานของ ASP ที่ใช้ที่ 30 บาทาต่อดอลลาร์) โดยจากการศึกษาของฝ่ายวิจัยพบว่า ทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า จะส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มส่งออกในปี 2556 เพิ่มขึ้น 4.9% จากเดิม
โดยหุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร บล.เอเซียพลัส ประเมินว่าหุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้มากที่สุดคือ บริษัทที่มีโครงสร้างรายได้ในรูปดอลลาร์ในสูงเกือบ 100% แต่ต้นทุนกลับอยู่ในรูปเงินบาททั้งหมด ได้แก่ STA(ราคาเหมาะสมที่ 20 บาท) พบว่าโครงสร้างรายได้อยู่ในรูปดอลลาร์สูงสุดในกลุ่มคือ 85% แต่ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ในรูปเงินบาทราว 100% (เท่ากับต้นทุนจะคงที่ขณะที่รายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และไม่มีหนี้สินต่างประเทศด้วย) รองลงมาคือ KSL(ราคาเหมาะสมที่ 15.5 บาท) มีรายได้ในรูปดอลลาร์ 65% (ที่เหลืออยู่ในรูปเงินบาท) แต่ต้นทุนเกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทเช่นกัน
ส่วนCPF (ราคาเหมาะสมที่ 32.3 บาท) สร้างรายได้ในรูปดอลลาร์น้อยเพียง 10% แต่ยังมีรายได้ในรูปสกุลอื่นๆ เช่น ยูโร รวมราว 55% ขณะที่ต้นทุนเป็นเงินบาทถึง 50% จึงน่าจะได้ประโยชน์ในสถานการณ์ที่เงินบาทอ่อนค่าทุกสกุลหลักของโลก โดยภาพรวมทำให้กลุ่มเกษตรและอาหารจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 5% ทุก 1 บาทที่อ่อนค่า ในขณะที่ปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ 32 บาท สูงกว่าสมมติฐานของ ASP 2 บาท นั่นหมายความว่ากำไรของกลุ่มมีโอกาสสูงกว่าประมาณการเดิม 10% และหากพิจารณณาเป็นรายตัว แนวโน้มกำไรจะเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม เรียงลำดับจากมากสุดไปน้อยคือ STA, KSL และ CPF กำไรจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 15%, 13.4% และ 9.8% ตามลำดับ ขณะที่ TUFและ GFPT กำไรจะเพิ่มขึ้นราว 6.6% และ 5.8% ตามลำดับ แต่หากพิจารณาในเด้านพื้นฐาน หุ้นในกลุ่มเกษตรและอาหาร ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนมากสุดจึงเลือกเป็น Top picks คือ STA, CPF (อ่านรายละเอียดใน Equity Talk กลุ่มเกษตรและอาหาร ของวันนี้ตอนสาย ๆ )
ขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน โดยแม้จะมีโครงสร้างได้ในรูปดอลลาร์ และยูโรเกือบทั้ง 100% เช่น HANA, CCET, DELTA แต่โครงสร้างต้นทุนในรูปดอลลาร์เฉลี่ยก็สูงในระดับ 80% ของทุนรวม ขณะที่มีหนี้ต่างประเทศในรูปสกุลดอลลาร์ด้วยเช่น HANA และ DELTA โดยภาพรวมแล้ว การที่เงินบาทอ่อนค่าไป 2 บาท จะทำให้กำไรของกลุ่มชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น12.6% โดยหุ้นที่แนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ HANA, DELTA, CCET, KCE, SMT, SVI โดยกำไรจะเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมราว 13.4%, 13.2% 12% 11.6% 11.2% 10.2% ตามลำดับ แต่หากพิจารณาในด้านพื้นฐาน โดยคำนึงถึงค่า PERที่ต่ำสุดและ upside สูง ยังแนะนำหุ้น SVI เป็น Top pick ในกลุ่มชิ้นส่วน








