วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลุ่มจิวเวลรี่กำไรลด21% ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น

ธุรกิจเครื่องประดับกำไร 6 เดือนแรกลด 62% หลังแพรนด้าขาดทุน 19 ล้านบาท ผู้บริหารรับปีนี้กำไรต่ำกว่าปีที่แล้ว ส่วนรายได้ทรงตัว หวังครึ่งปีหลังฟื้น

ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2556 ของกลุ่มเครื่องประดับจำนวน 3 บริษัท พบว่า กำไรสุทธิรวมปรับตัวลดลง 62.45% โดยบริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ (PRANDA) มีกำไรสุทธิลดลงมากที่สุด คือลดลงจากกำไรสุทธิ 176 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรกปีที่แล้ว เป็นขาดทุนสุทธิ 19 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรกปีนี้ หรือลดลง 110.75%
ส่วนบริษัท โกลไฟน์ แมนูแฟคเจอริ่ง (GFM) มีกำไรสุทธิลดลง 43.92% โดยมีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกปีนี้ 52 ล้านบาท จาก 92 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (JUBILE) มีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 20.51% โดยเพิ่มเป็น 99 ล้านบาท จาก 82 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน

บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ แจ้งว่าสาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในงวด 6 เดือนแรกปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วคือ รายได้จากการขายลดลง เพราะกำลังซื้อในยุโรปปรับลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยบริษัทมีสัดส่วนยอดขายในยุโรป 30% ของยอดขายรวม และบริษัทอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากการทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย แต่ยอดขายไม่เป็นไปตามคาด ทำให้ต้นทุนคงที่ปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่ออัตรากำไรในที่สุด รวมทั้งบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น

นางสุนันทา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการการเงินกลุ่ม บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ เปิดเผยว่า บริษัทคาดหวังช่วงครึ่งหลังปีนี้ ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น เพราะตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดยุโรปจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกำลังซื้อในประเทศเยอรมัน

"ยอมรับว่าเมื่อประเมินภาพรวมกำลังซื้อในยุโรป ปีนี้จะยังเป็นภาพลบอยู่ สำหรับตลาดเอเชีย พบว่ามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทได้เริ่มเข้าไปทำธุรกิจไว้แล้ว และมีการเติบโตของยอดขายที่น่าพอใจ"

เธอกล่าวว่า บริษัทคาดหวังกำไรสุทธิปีนี้จะลดลงจากปีก่อนที่มีกำไร 449.45 ล้านบาท คาดจะมีอัตรากำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 9% จาก 10.6% ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนค่าแรงและค่าวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก คาดรายได้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 4,230 ล้านบาท จากเดิมที่คาดรายได้จะเติบโต 5% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดจำหน่ายเครื่องประดับในภูมิภาคยุโรปที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรก

"เงินบาทที่อ่อนลงช่วงนี้เป็นบวกกับบริษัท เพราะทำให้ส่งออกดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งต้องมีปริมาณยอดขายประกอบกันไปด้วย มองว่ายุโรปบางประเทศก็เพิ่งฟื้นตัว อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แต่สหรัฐอเมริกาเห็นสัญญาณชัดเจนและเริ่มมีออเดอร์เข้ามา คาดปีนี้จะทำยอดขายได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว"

หากวิเคราะห์ตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) แบ่งตามภูมิภาค จะพบว่าสหรัฐอเมริกามีอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งแรกปีนี้ 15% ลดลงจาก 17% ยุโรปมีอัตรากำไรขั้นต้น 33% เพิ่มขึ้นจาก 29% ส่วนเอเชียมีอัตรากำไรสุทธิ 38% ลดลงจาก 39% จะเห็นว่าอัตรากำไรขั้นต้นของภูมิภาคเอเชียสูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากการทำธุรกิจค้าปลีกในเอเชีย ส่วนสหรัฐอเมริกามีอัตรากำไรขั้นต้นน้อยที่สุด เพราะเป็นการรับจ้างผลิตกับพันธมิตรและลูกค้า

นางสุนันทา กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นถึงการเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจด้วยการขยายธุรกิจสู่ตลาดค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการเติบโตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม วางเป้าจะขยายร้านค้าปลีกเพิ่มเป็น 250 แห่งภายในระยะ 3 ปี จากปัจจุบันที่มีร้านค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย 137 แห่ง

บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินแนวโน้มผลประกอบการบริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ว่า จากผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของลูกค้าของบริษัทยังอยู่ในจุดที่แข็งแรง แม้จะมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศ แต่เชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก จึงยังคงประมาณการกำไรปีนี้ที่ 223 ล้านบาท เติบโต 35% จากปีที่แล้ว