"ศุภวุฒิ"ระบุภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวบริหารการส่งออกเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะทำให้ดุลบัชีเดินสะพัดเกินดุลและค่าบาทไม่อ่อน
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด กล่าวให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจทีวี"ว่าการที่กรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย 2.5% ถือว่าเหมาะสมแล้ว เพราะเศณษฐกิจจะฟื้นตัวได้ ขณะที่สินเชื่อก็ยังขยายตัวได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่มีใครทราบเศรษฐกิจข้างหน้าได้ ผมเองก็เป็นห่วง เพราะภาคการส่งออกชะลอตัวแรงไม่เห็นทิศทางจะฟื้นดีขึ้น เพราะหากส่งออกไม่ขยายตัว ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลในอนาคต ดังนั้นต้องติดตามการส่งออกว่า ในไตรมาส 3จะเท่ากับไตรมาส 2หรือไม่ เป็นสิ่งท้าทายเศรษฐกิจไทย
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า เศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ที่รับรับรู้กันคือเศรษฐกิจหดตัว 2ไตรมาสติดต่อกัน แต่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกัน2ไตรมาส เกิดขึ้นขึ้นจริง เป็นไปตามคำนิยาม แต่ฝ่ายไทยบอกว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4ของปี2555ที่ขยายตัวดีมาก แต่สิ่งที่จะพิสูจน์กันคือต้องติดตามไตรมาส 3 ว่าชะลอลงหรือไม่เป็นตัวชี้ขาด
"ในขณะนี้การส่งออกน่าเป็นห่วงมากที่สุด ไตรามาสแรกเกินดุลบัญชีสะพัด แต่ไตรมาส 2 นำเข้าขาดดุล 5 พันล้านเหรียญ"นายศุภวุฒิ กล่าว
นายศุภวุฒ กล่าวอีกว่า การที่ไทยจะมีเงินทุนไหลออก และจะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนอินโดนีเซีย และอินเดียหรือไม่ มีความเป็นไปได้ แต่หลายคนคาดว่าทั้งปีไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลอยู่ ดังนั้นถ้าหากว่าไตรมาส 3 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุน
"ภาวะเงินทุนไหลออกเกิดขึ้นที่อินเดีย และอินโดนีเซีย ดังนั้นการบริหารการส่งออกถือว่าสำคัญที่สุด เพราะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และค่าเงินบาทไม่อ่อนค่าอีกด้วย แต่เวลานี้ยากในการบริหารการส่งออก" นายศุภวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย









