เอเซียพลัส ลดน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์เหลือน้อยกว่าตลาด หลังจากประมาณการเศรษฐกิจไทยชะลอ
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ล่าสุดฝ่ายวิจัยประเมินว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2556 จะขยายตัวลดลงเหลือ 4% จากเดิมที่คาดไว้ 4.9% ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กรณีที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องต่อคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2556 ทำให้ไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้เดิม ดังนั้น หากปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพี ปี 2556-57 ลงมาที่ราว 4% ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่คาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิของกลุ่มฯ ปี 2556-57 จะลดลงเหลือราว 10% จากปีก่อน หรือลดลงจากคาดการณ์เดิมราว 2.5%
ฝ่ายวิจัยได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2556-57 ของกลุ่มแบงก์ ภายใต้สมมติฐานที่กำหนดสินเชื่อสุทธิลดลงจากเดิมทุกๆ 1% จะทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มฯ ลดลง 0.8% และ 1.5% จากเดิม ดังนั้น ในกรณีที่สินเชื่อสุทธิของกลุ่มฯ มีความเป็นไปได้ที่จะลดลง 2.5% จะทำให้กำไรสุทธิปี 2556-57 ของกลุ่มฯ ลดลงถึง 2.5% และ 3.9% ตามลำดับ และทำให้คาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิปี 2556 ของกลุ่ม ลดลงเหลือเพียง 26.5%จากปีก่อน จากเดิมที่คาดไว้ 28.5%
ส่วนคาดการณ์การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงาน ปี 2556 ประเมินว่าจะลดลงเหลือเพียง 15.2% จากปีก่อน จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 18.4% ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการผลการดำเนินงานของหุ้นรายตัว โดยหลักๆ แล้ว คาดว่าจะมีการปรับลดสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อ
ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนเหลือน้อยกว่าตลาด จากเดิมที่ให้เท่ากับตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากภายหลังการปรับประมาณการ คาดการณ์การเติบโตของกลุ่ม จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรในตลาดฯ ที่ 18% จากปีก่อน ทั้งนี้ หากพิจารณา ดัชนีหุ้นแบงก์ ตั้งแต่ต้นปี 2556 ถึงปัจจุบันปรับตัวลดลงถึง 6.2% จากสิ้นปี 2555 ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับดัชนีที่ยังค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2555 จากความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจดังกล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในช่วงนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำให้หาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนช่วงสั้นในภาวะตลาดที่ยังผันผวนสูง
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน MAI จำนวน 86 บริษัท จาก 88 บริษัท ได้นำส่งงบการเงินไตรมาส 2 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2556 พบว่ามียอดขายอยู่ที่ 27,909 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 964 ล้านบาท ลดลง 46.77% จากงวดเดียวกันปีก่อน
"ในไตรมาสนี้ บริษัทจดทะเบียน MAI เผชิญภาวะต้นทุนขายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 21.93% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 19.97% นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยจ่ายเนื่องจากมีบริษัทที่อยู่ระหว่างการขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่ม ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 7.13% เหลือ 3.46% อย่างไรก็ดี บริษัทที่มีผลกำไรในงวดนี้มี 66 บริษัท หรือคิดเป็น 77% ของบริษัทใน MAI ทั้งหมด"นายชนิตร กล่าว
สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2556 บริษัทจดทะเบียน MAI มียอดขาย 53,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.48% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันมีกำไรสุทธิ 3,193 ล้านบาท ลดลง 4.32% อย่างไรก็ดี หากหักกำไรจากการชดเชยค่าเสียหายจากการประกันอุทกภัย 277 ล้านบาท ของ บมจ. ไทยมิตซูว่า (TMW) เมื่อปี 2555 จะทำให้กำไรสุทธิครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียน MAI เพิ่มขึ้น 4.35%









