วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกฯคาดกำไรบจ.ไตรมาส2วูบ10%

โบรกฯประเมินไตรมาส 2 ปีนี้กำไรบจ.ลดลง 10% เทียบไตรมาสแรก หลังส่วนใหญ่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน คาดกำไรบริษัทต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

จากการรวบรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2556 จำนวน 332 บริษัทที่แจ้งผลประกอบการแล้ว จากจำนวน 526 บริษัท หรือคิดเป็น 63% พบว่า บริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2556 จำนวน 1.07 แสนล้านบาท ลดลง 15.91% เทียบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2555 ที่มีจำนวน 1.28 ล้านบาท

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิลดลงมากที่สุดคือ กลุ่มธุรกิจการเงิน โดยกำไรสุทธิลดลง 85% จากงวดเดียวกันปีก่อน รองมาคือกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งกำไรสุทธิลดลง 54% ขณะที่กลุ่มมีกำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นมากสุดคือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1184% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 459 ล้านบาท

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2556 น่าจะต่ำกว่าไตรมาส 1/2556 ประมาณ 10% เนื่องจากไตรมาส 2 นี้ บริษัทจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง จะมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองหนี้ในไตรมาส 2 ค่อนข้างสูง ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อก็ไม่โดดเด่นมากนัก ส่วนกลุ่มพลังงานก็มีการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน

ทั้งนี้ เบื้องต้นประเมินว่ากำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2556 น่าจะไม่ถึง 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะปรับเพิ่มขึ้นได้ในไตรมาส 3/2556 เนื่องจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไม่น่าจะมีการตั้งสำรองสูงเหมือนในไตรมาส 2/2556 ขณะที่กลุ่มพลังงานไม่น่าจะขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน

"ไตรมาส 2 ดูแล้วกำไรรวมไม่น่าจะถึง 2 แสนล้านบาท เพราะกลุ่มหลักอย่างกลุ่มแบงก์และพลังงานไม่ค่อยโตนัก กลุ่มแบงก์มีการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมากในไตรมาส 2 ส่วนกลุ่มพลังงานก็มีการขาดทุนสต็อกค่อนข้างเยอะ แต่เชื่อว่าไตรมาส 3 ดีขึ้น”

นายสุกิจกล่าวว่า ในไตรมาส 3/2556 จะเห็นการฟื้นตัวของกำไรในแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะชะลอตัวบ้าง แต่เชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะสวนทางกัน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยประเมินว่ากลุ่มเกี่ยวกับการบริโภคในประเทศจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มอาหารน่าจะฟื้นตัวได้ตามเศรษฐกิจโลก ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2556 นั้น กลุ่มอาหารมีปัญหาเรื่องกุ้ง ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกในไตรมาส 3/2556

กลุ่มสื่อสารและขนส่งน่าจะมีผลประกอบการดีขึ้นในไตรมาส 3 เพราะต้นทุนน้ำมันไม่น่าจะปรับขึ้นมากนัก ขณะที่กลุ่มค้าปลีกเองยังเติบโตจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มส่งออกน่าจะได้อานิสงส์จากค่าเงินบาท ที่จะอ่อนค่าในไตรมาส 3 ส่งผลให้มีอัตรากำไรดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอตัวเล็กน้อยตามภาพรวมอุตสาหกรรม แต่ต้องพิจารณาเป็นรายบริษัทและแต่ละผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนไว้ที่ 20% ตามเดิม และประเมินความเสี่ยงช่วงที่เหลือของปีนี้ อยู่ที่ปัจจัยการเมืองที่สร้างบรรยากาศกดดันภาคบริโภคและการลงทุน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงเรื่องชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มยานยนต์ในไตรมาส 3/2556 ยังคงอ่อนแอต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2556 เพราะยอดผลิตรถยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ในไตรมาส 3/2556 จะอยู่ที่ราว 613,858 คัน ลดลง 7% จากงวดเดียวกันปีก่อน และลดลง 1% จากไตรมาสที่แล้ว

ทั้งนี้ บล.เกียรตินาคินยังให้น้ำหนักกลุ่มยานยนต์เท่ากับตลาด แต่ยังไม่แนะนำให้ลงทุนเพราะยังไม่ใช่จังหวะ เพราะเชื่อว่าภาวะอุตสาหกรรมในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ยังอ่อนแอต่อเนื่อง