ขสมก.วอนรัฐ เจรจา ปตท.ลดราคาเอ็นจีวี หลังพบเสนอราคาแพงกว่าตลาดกม.ละ 2 บาท อ้างกระทบต้นทุนเดินรถเพิ่มทำให้ต้องปรับค่าโดยสารรถเมล์ 2-3 บาท
พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมเรื่องการจัดหาพื้นที่อู่จอดรถและสถานีเติมก๊าซเอ็นจีวี ตามแผนฟื้นฟูขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) วานนี้ (15 ส.ค.) ว่า ตนได้กำชับให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท เร่งส่งมอบพื้นที่ว่างให้ขสมก. เพื่อนำไปจัดสร้างเป็นอู่จอดรถโดยสารและสถานีเติมก๊าซเอ็นจีวีใหม่จำนวน 3,183 คัน ที่อยู่ระหว่างการรับมอบ
นอกจากนี้ ยังเร่งรัดให้ขสมก. หารือร่วมกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินการวางแผนติดตั้งหัวจ่ายและวางแนวท่อก๊าซมายังอู่จอดของขสมก.เพื่อรองรับการเติมก๊าซให้กับรถโดยสารเอ็นจีวีที่จะนำมาให้บริการในอนาคต โดยทุกหน่วยงานจะต้องสรุปรายละเอียดเสนอให้ตนพิจารณาภายในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เพื่อให้ทันกับการรับรถโดยสารเอ็นจีวี
ขณะเดียวกัน ขสมก.จะต้องไปเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)เพื่อขอพื้นใหม่ในการจัดสร้างเป็นอู่จอดรถขสมก.เพิ่มเติมด้วย เนื่องจากขณะนี้ ร.ฟ.ท. ได้ขอคืนพื้นที่อู่จอดเดิมของ ขสมก. จำนวน 20ไร่ บริเวณจตุจักร เพื่อนำไปสร้างเป็นสถานีกลางบางซื่อ
ทั้งนี้ เบื้องต้นมี 4 หน่วยงานที่พร้อมสนับสนุนพื้นที่จอดรถให้ ขสมก.รวมประมาณ 56 ไร่ คือ 1.กรมทางหลวงชนบท 15 ไร่ บริเวณอู่กัลปพฤกษ์ 2.กรมทางหลวง 23ไร่ บริเวณอู่บรมราชชนนี 3.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย18ไร่ บริเวณพื้นที่ใต้ทางด่วนรามอิรทรา และ4.ศูนย์การค้าอีเกีย 10ไร่ บริเวณพื้นที่ใกล้ห้าง โดยให้ใช้ฟรี เป็นระยะเวลา30 ปี
แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า บริษัท ปตท. เสนอขายก๊าซเอ็นจีวีตามแผนการจัดสร้างสถานีเติมก๊าซบริเวณอู่จอดรถของขสมก. ในราคากิโลกรัมละ 10.50 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาเสนอขายให้แก่เอกชนที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท โดยปตท.อ้างว่าเป็นไปตามมติ คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ(กพช.) วันที่16ก.ค.2556 ที่ผ่านมา รวมทั้งยังขอให้ ขสมก.รับภาระในการก่อสร้างท่อส่งก๊าซบริเวณสถานีด้วย ซึ่งขสมก.ยังไม่สามารถตกลงเรื่องการจัดสร้างสถานีเติมก๊าซบริเวณอู่จอดรถได้ และต้องเสนอให้ภาครัฐเข้ามาเจรจากับปตท.ให้ปรับลดราคาก๊าซ เพราะจะทำให้ต้นทุนการเดินรถของขสมก.เพิ่มสูงขึ้น
"หากขสมก.ต้องซื้อก๊าซเอ็นจีวีในราคาแพง ขณะที่ ปตท.ลอยตัว ไม่รับผิดชอบอะไรเลย ขสมก. อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารอีก2-3 บาท เพื่อไม่ให้ขาดทุนไปมากกว่านี้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนชาวรากหญ้าที่ใช้บริการรถเมล์ ซึ่งปัญหานี้รัฐบาลในฐานะกำกับนโยบายต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะแก้ไขอย่างไร" แหล่งข่าว กล่าว









