ปตท. ตั้งทีมสำรวจข้อเท็จจริงความเสียหายจากฟ้าผ่าโรงแยกก๊าซฯ ยืนยันจะเร่งจัดหาก๊าซแอลพีจี ให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกภาคส่วน
นายชาคลีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปตท. ได้ตั้งทีมสอบสวนถึงสาเหตุของความเสียหายของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ที่ถูกฟ้าผ่าในวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากระบบป้องกันฟ้าผ่าที่ติดตั้งบนยอดหอระบายความร้อน เป็นระบบสากลที่โรงกลั่นส่วนใหญ่ใช้ป้องกันปัญหาฟ้าผ่า และที่ผ่านมาแม้จะเกิดเหตุฟ้าผ่า ก็ไม่เคยได้รับความเสียหายรุนแรงมากเหมือนที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งหากพบสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายแล้ว ก็จะวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีกต่อไป
ทั้งนี้ ปตท. จะเร่งซ่อมแซมให้รวดเร็วที่สุด คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 3-5 เดือน แต่ในระหว่างนี้หากซ่อมแซมส่วนใดเสร็จก็จะค่อยๆ กลับมาดำเนินงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนแอลพีจี และวัตถุดิบปิโตรเคมี อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าโรงยกก๊าซฯหน่วยที่ 3 จะกลับมาเดินเครื่องหลังหยุดบำรุงรักษาประจำปี ก็จะทำให้มีก๊าซแอลพีจีเข้ามาเพิ่มส่วนหนึ่ง ส่วนวงเงินประกันที่จะได้ชดเชยเท่าไรนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ตัวเลขที่ชัดเจนได้ เนื่องจากเป็นการประกันครอบคลุมทั้ง 6 โรง จึงต้องมาประเมินอีกครั้งว่าความเสี่ยหายที่เกิดขึ้นเฉพาะโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 5 จะดีรับการชดเชยเท่าไร
"ช่วงที่โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 5 หยุดเดินเครื่อง ทำให้ปริมาณ LPG ที่โรงแยกก๊าซฯ ผลิตได้ลดลงไป ประมาณ 2,500 ตันต่อวัน โดย ปตท. จะบริหารจัดการในการจัดหา และการผลิตอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม รวมถึง ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง (NGV) ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างแน่นอน"นายชาคลีย์ กล่าว
สำหรับโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 5 นี้ มีปริมาณแยกก๊าซธรรมชาติรวม 530 ล้านลบ.ฟุต/วัน ซึ่งจะผลิตก๊าซมีเทนได้ 337 ล้านลบ.ฟุต/วัน ก๊าซอีเทน 520,000 ตันต่อปี ก๊าซโพรเพน 151,000 ตันต่อปี ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) 495,000 ตันต่อปี และก๊าซโซลีนธรรมชาติ 115,000 ตันต่อปี









