ขั้นตอนการประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง จากทั้งหมด 48 ช่อง
โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งกำหนดกรอบเวลาการประมูลไว้ช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ เริ่มเข้าสู่กระบวนการนับถอยหลังตามกำหนดเวลาที่กสทช. ได้เตรียมการให้การออกอากาศทีวีดิจิทัลครั้งแรกของประเทศไทย มีขึ้นในวันที่ 5 ธ.ค.นี้
โดยได้มอบใบอนุญาต "โครงข่าย" (Mux) ในกิจการใช้คลื่นความถี่อายุ 15 ปี ให้กับผู้ประกอบการ 4 รายประกอบด้วย บมจ.อสมท , ไทยพีบีเอส , กรมประชาสัมพันธ์ และกองทัพบก ช่อง5 ไปเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการจัดสรรใบอนุญาตแรกของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล ซึ่งประกอบใบอนุญาต 4 ประเภท คือบริการโครงข่าย ,สิ่งอำนวยความสะดวก , ช่องรายการ และบริการประยุกต์ (โมบายทีวีและแอพพลิเคชั่น)
สำหรับขั้นตอนการประมูล "ช่องรายการ" ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง อายุใบอนุญาต 15 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ (ประกาศประมูลทีวีดิจิทัล ) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อมีผลบังคับใช้
หลังจากนั้น กสทช.ออกประกาศหนังสือเชิญชวน (Information Memorandum :IM) ให้ผู้สนใจเข้ามาซื้อซองประมูลช่องรายการ 4 ประเภท คือ ช่องเด็ก 3 ช่อง ราคาเริ่มต้นประมูล ช่องละ 140 ล้านบาท เคาะประมูลครั้งละ 2 ล้านบาท , ช่องข่าว 7 ช่อง ราคาเริ่มต้นประมูล ช่องละ 220 ล้านบาท เคาะประมูลครั้งละ 2 ล้านบาท , ช่อง วาไรตี้ 7 ช่อง ราคาเริ่มต้นประมูล ช่องละ 380 ล้านบาท เคาะประมูลครั้งละ 5 ล้านบาท และช่องเอชดี 7 ช่อง ราคาเริ่มต้นประมูล ช่องละ 1,510 ล้านบาท เคาะประมูลครั้งละ 10 ล้านบาท คาดกระบวนการนี้จะอยู่ในเดือน ก.ย.นี้ หรือ 30 วันก่อนการประมูล
มูลค่าราคาเริ่มต้นประมูลทั้ง 24 ช่อง อยู่ที่ 15,190 ล้านบาท เป็นเม็ดเงินที่เตรียมนำไปจัดสรรเป็น "คูปอง"ส่วนลดซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัลให้กับ 22 ล้านครัวเรือนไทยทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ประกอบการเอกชนในอุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์และคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ กำลังจับตามอง คือการกำหนดราคาค่าใช้บริการโครงข่ายรายเดือนจากผู้ได้รับใบอนุญาตทั้ง 4 ราย ว่าจะเรียกเก็บให้อัตราใดเพราะถือเป็น "ต้นทุน" ที่อาจสูงกว่ามูลค่าช่องรายการ ที่กำลังเตรียมประมูล จะเห็นได้จากราคาที่ อสมท ประกาศล่าสุด คือ ช่องเอชดี ปีละ 180 ล้านบาท และช่องมาตรฐาน (SD) ที่ปีละ 72 ล้านบาท โดยเป็นต้นทุนที่ช่องรายการต้องรับภาระตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี
แม้ผู้ประกอบการหลายค่ายกำลังรอจิ๊กซอว์สุดท้ายค่าเช่าโครงข่าย เพื่อนำไปจัดแผนระดมทุนเตรียมงบประมาณสำหรับการลงสนามประมูล "ทีวีดิจิทัล" ในเดือน ต.ค.นี้ แต่มีหลายบริษัทเช่นกันที่ประกาศแผนพร้อมงบลงทุนเพิ่มช่วงชิงช่อง "ทีวีดิจิทัล" ที่จะเปิดประมูลครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย
กลุ่มธุรกิจหลักๆ ที่เตรียมจะเข้าประมูลในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก เริ่มจาก "ฟรีทีวี" ในภาคเอกชน ที่เตรียมชิงช่องเต็มเพดาน 3 ช่อง โดย บีอีซี เวิลด์ (ช่อง3) มีความพร้อมทั้งด้านคอนเทนท์ข่าวและวาไรตี้ โดยสนใจประมูลช่องเอชดีและวาไรตี้ และอาจจะพ่วงด้วยช่องเด็ก ,ช่อง7 ในนาม "บีบีทีวี โปรดัคชั่น" หลังจากซุ่มเงียบมานาน ได้ประกาศลงศึกทีวีดิจิทัลเช่นกัน โดยจัดทัพใหญ่ทั้งบริษัทแม่และบริษัทในเครือ ร่วมทดลองเคาะประมูลทีวีดิจิทัล มาแล้วในวันที่ 1ก.ค.ที่ผ่านมา ด้านช่อง 9 ในนาม บมจ.อสมท คณะรัฐมนตรีไฟเขียวเห็นชอบแผนลงทุนทีวีดิจิทัลและโครงข่าย ที่เตรียมงบประมาณไว้ถึง 5,000 ล้านบาท และสำรองเงินกู้ไว้อีก 11,000 ล้านบาท
ฟากกลุ่ม"สื่อสาร" สนใจร่วมวงชิงประมูลทีวีดิจิทัลเช่นกัน ด้วยเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่สามารถนำคอนเทนท์ในกิจการบรอดแคสต์ไปต่อยอดดำเนินธุรกิจกับฝั่งโทรคมนาคม ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคมัลติ แพลตฟอร์ม กลุ่มที่ประกาศเปิดตัวแล้ว คือ ไอ-สปอร์ต ในเครือสามารถฯ สนใจช่องข่าว ,กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ในนามทรูวิชั่นส์ สนใจทุกประเภท ทั้ง เด็ก ,ข่าว ,วาไรตี้ และเอชดี แต่สามารถประมูลเต็มเพดานได้ 3 ช่อง โดยได้เตรียมนำช่องทีเอ็นเอ็น ไปออกอากาศในทีวีดิจิทัล 1 ช่อง อีกทั้งมีความพร้อมด้านคอนเทนท์อีกหลากหลายประเภทจากทรูวิชั่นส์ ที่ประกอบธุรกิจเคเบิลทีวีมากว่า 20 ปี
ด้าน ชินคอร์ป วางแผนเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัลรวม 3 ช่องโดยอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเป็นช่องเด็ก,ข่าว,วาไรตี้ หรือเด็ก,วาไรตี้,เอชดี ด้วยเห็นว่าธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็น 1 ใน 4 ธุรกิจหลักของบริษัทด้านดิจิทัล คอนเทนท์ ในการขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งประกอบด้วย "เทเลคอม ,มีเดีย ,ไอที และดิจิทัล คอนเทนท์" กำหนดงบลงทุนเบื้องต้นราว 2,000 ล้านบาท
ขณะที่ "โมโน โปรดักชั่น" ของกลุ่มจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล สนใจเข้าร่วมประมูลเช่นกัน ทั้งช่องข่าว ,วาไรตี้ หรือเอชดี
เช่นเดียวกับ กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ขยายธุรกิจในรูปแบบมัลติ แพลตฟอร์ม มาก่อนหน้าการประกาศจัดสรรคลื่นทีวีดิจิทัลของ กสทช. ด้วยการเปิดช่อง "ทีวีดาวเทียม" โดยเครือเนชั่น ซึ่งเป็นเจ้าของช่องทีวีดาวเทียมรวม 3 ช่อง ประกอบด้วยช่องเนชั่น แชนแนล ,กรุงเทพธุรกิจทีวี และคมชัดลึกทีวี พร้อมร่วมประมูลทีวีดิจิทัล 1 ช่อง เช่นเดียวกับเดลินิวส์ และโพสต์ พับลิชชิ่ง ที่สนใจประมูลช่องข่าว ขณะที่ไทยรัฐ ที่เตรียมเปิดตัวไทยรัฐทีวี ในเดือน ก.ย.นี้ กำลังศึกษาการประมูลช่องข่าวหรือวาไรตี้
และกลุ่มธุรกิจ ทีวีดาวเทียมและคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ นับเป็นกลุ่มที่มีผู้เล่นจำนวนมาก ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่เวทีประมูลทีวีดิจิทัล กลุ่มทุนขนาดใหญ่ นำโดย "จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่" เจ้าของช่องทีวีดาวเทียม 10 ช่อง และแพลตฟอร์ม "จีเอ็มมเอ็ม แซท" ประกาศแผนลงทุนทีวีดิจิทัลกว่า 4,000 ล้านบาท สำหรับร่วมประมูลเต็มเพดาน 3 ช่อง พร้อมนำช่อง "จีเอ็มเอ็ม วัน" ออกอากาศในช่องเอชดี หากชนะการประมูล
ด้าน อาร์เอส วางแผนเข้าร่วมประมูล 1ช่อง ประเภทวาไรตี้ ด้วยการนำช่อง8 ที่ออกอากาศทางทีวีดาวเทียมไปสู่ทีวีดิจิทัล ขณะที่ "เวิร์คพอยท์" จับมือเป็นพันธมิตรกับ "พีเอสไอ" วางแผนเข้าร่วมประมูลช่องเด็กและวาไรตี้ หรือช่องเอชดี
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทีวีดาวเทียมช่องข่าว ไม่ว่าจะเป็น สปริงนิวส์ ,วอยซ์ทีวี ได้ประกาศตัวเข้าร่วมชิงทีวีดิจิทัลช่องข่าวเช่นกัน ขณะที่ทีวีดาวเทียม ในกลุ่มเด็กและวาไรตี้ สนใจประมูลช่องตามคอนเทนท์ที่ถนัด เช่น โรสมีเดีย ,อมรินทร์ พริ้นติ้ง ,เอ็มแชนแนล บริษัทร่วมทุนเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์และกันตนา
รวมทั้งกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เห็นโอกาสในการขยายตัวสู่ธุรกิจโทรทัศน์ภายใต้ใบอนุญาต 15 ปี ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน อย่างเช่น บางกอกมีเดียบรอดแคสติ้ง ซึ่งถือหุ้นโดยน.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของช่อง"อิน แชนแนล" ทางทรูวิชั่นส์ ประกาศตัวลงชิงช่องเอชดี ด้วยเช่นกัน
เวทีการแข่งขันประมูลทีวีดิจิทัลในเดือน ต.ค.นี้ ช่องข่าวและวาไรตี้ ถือเป็น 2 ประเภทที่มีการแข่งขันสูง โดยมีผู้สนใจที่ประกาศตัวร่วมประมูลกว่า"เท่าตัว" ของจำนวนใบอนุญาติที่จัดสรรในแต่ละประเภท ซึ่งอาจจะเพิ่มอีกเมื่อใกล้เวลาประมูล สำหรับช่องเอชดีและเด็ก มีจำนวนใกล้เคียงจำนวนช่องที่จะเปิดประมูล









