สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจเสนอ 8 มาตรการ รับผลกระทบค่าเงินบาท "ผันผวน" ในช่วงครึ่งปีหลัง
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง ได้จัดทำข้อเสนอ "แนวทางการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนภายใต้ความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคการผลิต" เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา มีสาระสำคัญดังนี้
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีการแข็งค่ามาตั้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2556 จนถึงกลางเดือนเม.ย. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเฉลี่ยของไทยมีการแข็งค่าไปจนถึง 28.40 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนปลายเดือนธ.ค. 2555 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 30.60 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทมีการแข็งค่าเฉลี่ยถึง 6.5-7.2 %
ในช่วงกลางเดือนเม.ย. 2556 เงินบาทไทยเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ถือว่ามีการแข็งค่ามากที่สุด ซึ่งการที่เงินบาทแข็งค่ามากกว่าเงินในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก จนคาดว่าอาจทำให้ตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้จะได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง
การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยกดดันกระทบต่อภาคการผลิต ทั้งด้านภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตร เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกใน 5 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2556 การขยายตัวในอัตราการส่งออกขยายตัวเพียง 1.86% หากการขยายตัวในเชิงเงินบาท การส่งออกหด 2.72%
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวเฉลี่ยได้ 7-7.5% และยังส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในครึ่งปีของปีนี้ขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของเงินบาทในช่วงปลายเดือนพ.ค. เป็นต้นมา เริ่มมีการอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นลำดับ จนถึงปลายเดือนมิถุนายน อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยกลับไปอ่อนค่าถึง 31.14 บาทต่อดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อปลายปี พ.ศ. 2555 ยังแข็งค่าประมาณ 1.75% ถือว่าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่น่าจะมีนัยกระทบต่อภาคการส่งออกและเดือนกรกฎาคมอัตราแลกเปลี่ยนก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าไปอีก
นอกจากนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้า-ไหลออกที่รวดเร็วส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งการแทรกแซงจากมาตรการทางการเงินและการคลังของประเทศต่างๆ และการเก็งกำไรของกองทุนต่างๆ ทำให้ยากที่จะประมาณการได้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลกและของภูมิภาค
ดังนั้น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพิจารณา โดยเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการ ดังนี้
1.กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ควรพิจารณาดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไม่ให้มีความผันผวน และสอดคล้องไปกับภูมิภาค ถึงแม้ว่าในช่วงเดือนก.ค. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ จะอ่อนค่าสูงกว่าปลายปี 2555 แต่แนวโน้มความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีอยู่ต่อไป
2.รัฐบาลควรจะเตรียมมาตรการและเครื่องมือในการรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนทั้งที่แข็งค่าและหรืออ่อนค่าเกินความสมดุล จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคการผลิต ภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคประชาชน อีกทั้งเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค จึงขอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการและ/หรือเครื่องมือในการรับมือกับการผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งคาดว่าจะมีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2556
3.รัฐบาลและธปท. ควรมีมาตรการในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ถึงแม้ว่าสถานการณ์ขณะนี้จะเป็นลักษณะเงินทุนไหลออก แต่อาจมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามาได้ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระยะสั้นในลักษณะการเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะออก 22 มาตรการ กรอบรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ก็ยังเห็นว่าขาดแนวปฏิบัติในการควบคุมและบังคับใช้
4.การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารเงินทุนไหลเข้า รวมทั้งเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมจะส่งผลต่อเสถียรภาพด้านการเงิน และต่อต้นทุนการผลิต เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
5.รัฐบาลและธปท. ควรมีแนวทางในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Forward / Hedging Exchange Rate) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกซึ่งอยู่ในภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และ SMEs ซึ่งมี Local Content สูง ซึ่งมีการประกันความเสี่ยงเพียง 5% เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการทำ Currency Future หรือฟอร์เวิร์ดอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า โดยให้มีการประสานงานและผลักดันให้มีกลไกค้ำประกันการทำสัญญาเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
6.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้อยโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน มาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดทุน อันเกิดจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และภาคเกษตร-เกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มด้อยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท แต่ยังขาดเครื่องมือที่จะให้กลุ่มเหล่านี้เข้าถึงแหล่งทุนได้จริง เพราะหากปล่อยกู้ตามมาตรการปกติผ่านธนาคารของรัฐ การพิจารณาอนุมัติเงินกู้มีความล่าช้า หากจะให้มาตรการนี้สัมฤทธิผล จะต้องออกเป็นการปล่อยกู้ด้วยวิธีการผ่อนปรนหลักประกันเป็นกรณีพิเศษ (PSA)
7.รัฐบาลควรพิจารณาถึงคณะกรรมการร่วมภาครัฐ - เอกชน ในการบูรณาขับเคลื่อนมาตรการกรอบรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ออกมาเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2556 ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน การคลัง และเฉพาะด้าน ซึ่งเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดีอาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยให้ ครอบคลุมในมิติของเศรษฐกิจและสังคม และควรกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หากสามารถจัดตั้งให้เป็นรูปแบบคณะกรรมการร่วมภาครัฐ - เอกชน โดยต้องนำหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงการคลัง, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ภาคเอกชนนอกจาก กกร. แล้วยังควรจะต้องมีสภาเกษตรกร และสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมก็จะสามารถขับเคลื่อนได้จริง
8.ควรที่จะต้องมีมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนให้กับภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป รวมทั้งเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนประเทศไทยภายใต้เศรษฐกิจเปิด จะต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากเงินบาทแข็งค่าก็ส่งผลต่อราคาสินค้าส่งออกภาคเกษตรที่ลดลง ขณะเดียวกันเงินบาทที่อ่อนค่าเกินจุดสมดุลก็จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตภาคเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และอื่นๆ จำเป็นที่ภาครัฐต้องกำหนดมาตรการให้ภาคเกษตรกรรมมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนภายใต้ความผันผวนทางด้านการเงินและเศรษฐกิจโลก









