วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนมังกร รุกบุกไทย ชูขอนแก่น เส้นทางค้า"อาเซียนจีน"

แม้ศก.จีนจะลดความร้อนแรง จาก GDP ไตรมาสสองที่หดตัว ทว่าทุนจีน ยังคงดาหน้าดักโอกาสอาเซียน รุกคืบลงทุนอีสาน"เส้นทางการค้า"เชื่อมอาเซียนจีน

ถึงแม้จีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 8.28 ล้านล้านดอลลาร์ จะ “แตะเบรก” ความร้อนแรง เมื่อ GDP ไตรมาสสองชะลอตัวลง เหลือ 7.5% ลดลงจาก 7.7 % ในไตรมาสแรก โดยเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง

ขณะที่เป้าหมาย GDP ในปีนี้ รัฐบาลจีนต้องการเห็นตัวเลข 7.5% “เติบโตต่ำสุดในรอบ 20 ปี” แบบจงใจให้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการให้เศรษฐกิจจีน “ร้อนจนปรอทแตก"

ทว่าในแง่ของการ “เคลื่อนทัพ” ของบรรดาทุนจีน ดาหน้าลงทุนทั่วโลก ตามนโยบาย "ก้าวออกไป" (Zou Chu Qu) หรือ Going Out รัฐบาลจีนยังคงดันหลังกลุ่มทุนจากแดนมังกรอย่างไม่ลดละ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการลงทุนต่างประเทศให้ได้ถึง 150 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2558 ตามแผนพัฒนาในระยะ 5 ปี (2553-58)

ข้อมูลจากเว็บไซต์ thaibizchina.com แสดงตัวเลขที่น่าสนใจว่า แม้ทุนจีนจะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศเป็นมูลค่าไม่น้อยตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่อันดับการลงทุนเมื่อเทียบกับทั่วโลก รัฐบาลจีนยังไม่ปลื้ม

จนถึงปี 2555 มูลค่าสะสมการลงทุนของบริษัทจีนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศครองอันดับที่ 13 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 434,600 ล้านดอลลาร์ มีบริษัทจีนที่ออกลงทุนในต่างประเทศมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 23,000 แห่ง มีหลักทรัพย์ในต่างประเทศกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

เฉพาะในปี 2555 การลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจีนมียอดรวมทั้งสิ้นกว่า 77,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28 เท่า เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 40 % ต่อปี

มาดูในเมืองไทย ที่ตามชัยภูมิคือ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน” (ขนาดประชากรอาเซียนรวมกันร่วม 600 ล้านคน) พบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 มีนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยทั้งสิ้น 16 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 7,593 ล้านบาท "เพิ่มขึ้น 2,061 ล้านบาท" เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 18 โครงการ มูลค่าการลงทุน 5,532 ล้านบาท

ขณะที่ทั้งปี 2555 มีทุนจีนเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 44 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 12,829 ล้านบาท เป็น "อันดับ 6" ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ขณะที่อันดับหนึ่งยังเป็นญี่ปุ่นที่มีทั้งสิ้น 333 โครงการ มูลค่าการลงทุน 180,000 ล้านบาท

นอกจากกระแสข่าวการรุกเข้ามาปลูกยางพารา ทำเกษตร ของนายทุนจีนในไทย ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ระบุชัดในแง่พื้นที่ เนื่องจากอาชีพเกษตร เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย ในส่วนของภาคการผลิต ภาคการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก ยังเห็นความพยายามเคลื่อนตัวชัดของทุนจีนคึกคัก ทั้งที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว

"โครงการรถไฟความเร็วสูง" (High Speed Rail) เป็นเมกะโปรเจค ที่มีการระบุถึงความสนใจของทุนจีนในฐานะพันธมิตรร่วม (Consortium) และผู้รับเหมาช่วง (Sub-Contract) กับบิ๊กรับเหมาไทยแม้โครงการจะยังอยู่ในแผ่นกระดาษ

นอกจากนี้ในช่วงปี 2554 ยังปรากฏชื่อนักธุรกิจจีนในนาม “อาซือหม่า กรุ๊ป” กับความต้องการเข้ามาผุดศูนย์แสดงสินค้านานาชาติไทย-จีนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน บนกิโลเมตรที่ 10 ถนนบางนาตราด ภายใต้โครงการ "ไชน่าซิตี้ คอมเพล็กซ์" ถึงขั้นเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 18 มกราคม 2554 โดยระบุว่า ในเฟสแรกจะใช้เงินลงทุนมากถึง 4.5 หมื่นล้านบาท

ทว่าจนถึงขณะนี้ โครงการเหมือนจะต้องพับไปอีกนาน หลังได้รับแรงต้านหนักจากผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีกในไทย

“โฮลเลย์ กรุ๊ป" (Holley Group) กลุ่มทุนจากมณฑลเจ้อเจียง เป็นอีกกลุ่มทุนจีน ที่เข้ามาลงทุนในไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยร่วมทุนกับอมตะกรุ๊ป จัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง (ไทย-จีน) จำกัด พัฒนานิคมฯในไทยเพื่อขายที่ดิน หรือให้เช่าโรงงานสำเร็จรูป แก่นักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ บนพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ ในนิคมฯอมตะซิตี้ ระยอง มูลค่าโครงการราว 8,000 ล้านบาท โดยอมตะฯ จะถือหุ้น 21% คิดเป็นเงินลงทุนรวม 210 ล้านบาท บริษัท อมตะ ซิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทถือหุ้น 30% และ HUA FANG PHARMACEUTICAL CO.,LTD ถือหุ้น 49%

เป้าหมายหลักของนิคมฯแห่งนี้ คือ ต้องการใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตและกระจายสินค้าในอาเซียน ในลักษณะคลัสเตอร์ในต่างแดน ครอบคลุมด้านการผลิต การเก็บรักษา การกระจายและขนส่งสินค้า

ที่ผ่านมาทุนจีนยังรุกเข้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย ด้วยการร่วมทุนกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวไทย เนื่องจากรัฐบาลจีนเข้มงวดการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการเพิ่มเงินดาวน์ และกำหนดโซนการขึ้นโครงการและจำกัดการเป็นถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อลดความร้อนแรงของธุรกิจอสังหาฯ ราคาอสังหาฯในจีนยังปรับตัวแรง ทำให้เกิดความเสี่ยงในการลงทุน

สุรเชษฐ กองชีพ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เคยให้ข้อมูลไว้ว่า พบกลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนอสังหาฯ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมามี "มากกว่า 5 โครงการ" รวมมูลค่าโครงการกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการเปิดโครงการคอนโดมิเนียม

อาทิ บริษัท โฮม ซิตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ของกลุ่มทุนรับเหมาจากจีน ร่วมทุนกับคนไทยพัฒนาโครงการมิราเคิล หัวหิน คอนโดและบ้านพักตากอากาศ มูลค่า 5,600 ล้านบาท, บริษัท เดย์เกน กรุ๊ป ของกลุ่มทุนอสังหาฯจีน พัฒนาโครงการบัดเจ็ทคอนโด ย่านติวานนท์ มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท, บริษัท ยูนิเวอร์เซล พลัส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในเครือยูนิเวอร์เซลกรุ๊ป และบริษัท ฮงไทย เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด เข้ามาร่วมทุนกับคนไทย พัฒนาบ้านจัดสรร ย่านจอมทอง
โดยทำเลที่ทุนจีนสนใจลงทุน ได้แก่ หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง พัทยา หัวหิน และภูเก็ต นอกจากนี้ยังเข้ามาซื้อที่ดินในย่านรัชดา พระราม9 ที่ถูกระบุว่าจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่

ยังมีการระบุว่า "กองทัพทุนจีน" กำลังจะเข้ามาพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ในจังหวัดขอนแก่นพื้นที่ 4,100 ไร่ มูลค่าลงทุนทั้งโครงการมากถึง 75,000 ล้านบาท หากโครงการเกิดได้จริงน่าจะเป็นการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนแดนมังกรที่มีมูลค่าสูงที่สุดในไทย ณ เวลานี้

จากการพูดคุยกับ อำนาจ ศรีสมบัติ นักพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดขอนแก่น ในฐานะประธานบริษัท เบรนซิตี้ จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ ดิจิตอล ซัพพลาย จำกัด ทุนท้องถิ่นที่ร่วมกับทุนจีนพัฒนานิคมฯแห่งนี้ เล่ารายละเอียดของโครงการให้ฟังว่า นิคมฯจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ตั้งอยู่ในบริเวณ ต.ท่าพระ และ ต.ดอนหัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ใกล้กับโรงงานผลิตเบียร์สิงห์ของ บริษัท ขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด บริษัทในเครือบุญรอดบริวเวอรี่

“โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะส่วนหนึ่งเป็นเพราะสายสัมพันธ์ส่วนตัว ที่รู้จักนักลงทุนจีนกลุ่มนี้มานานแล้ว เลยดึงเขาเข้ามาลงทุนในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีศักยภาพสูงเพราะเป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน โดยโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนรวม 75,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นเฉพาะโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในโครงการจะอยู่ที่ ประมาณ 9,000 - 10,000 ล้านบาท ทั้งหมดทางจีนเป็นผู้สนับสนุนออกเงินทุน ผ่านสถาบันการเงินจีนแห่งหนึ่ง ส่วนทางผมเป็นผู้พัฒนาโครงการให้”

จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในการสนับสนุนบริษัทจีนออกไปลงทุนต่างประเทศ รัฐบาลจีนจะใช้เงินสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่กว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ มาสนับสนุนสถาบันการเงินแก่บริษัทจีนที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ โดยจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลการให้สินเชื่อแก่บริษัทจีนที่ประสงค์จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Exchange Entrust Loan Office) โดยเฉพาะ

อำนาจ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดของนิคมอุตสาหกรรมจีนดังกล่าวว่า วางแผนจะให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ รองรับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมและการแปรรูป รวมถึงกลุ่มคลัสเตอร์ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์จากจีนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็จะมีกลุ่มธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์มาอยู่ในพื้นที่นี้ เพื่อต้องการให้ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

“คร่าวๆ ที่ตกลงกันทางกลุ่มธนาคารจีนที่เป็นพาร์ทเนอร์เราบอกว่า จะมีกลุ่มคลัสเตอร์ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเกษตร และสินค้าเกษตรแปรรูปเข้ามาก่อน แล้วก็มีกลุ่มนักลงทุนบางส่วนอย่างเช่น ญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง ที่ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอยู่ในเขต อ.น้ำพอง แสดงความสนใจเข้ามาอยู่ในนิคมฯแห่งนี้ โดยในเบื้องต้นเราจะแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส”

อำนาจยังแสดงความเห็นว่า การเคลื่อนของทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งเพราะไทยเป็นสะพานเชื่อมไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่จีนให้ความสนใจสะท้อนให้เห็นความสำคัญของภูมิภาคอาเซียนที่มีต่อกลุ่มทุนจีนอย่างมาก

ข้อมูลกรมศุลกากรของจีนเพิ่งประกาศออกมาล่าสุดว่า ในปี 2555 มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนสูงถึง 400,090 ล้านดอลลาร์ หรือ เติบโตเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตทางการค้าระหว่างประเทศของจีนในปี 2555 ที่อยู่ที่ 6.2%

วิฑูรย์ กมลนฤเมธ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบรรยากาศการลงทุนในพื้นที่ภาคอีสานว่า คึกคักไปด้วยนักลงทุนไทยและเทศที่เข้าไปดักโอกาสทางธุรกิจจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558

นอกจากนี้ สิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนจีนคือ ขณะนี้รัฐบาลจีนได้เข้าไปเปิดสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดขอนแก่น ให้บริการสำหรับประชาชนในภาคอีสาน กงสุลใหญ่เวียดนาม รวมทั้งกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในเร็วๆ นี้กำลังจะมีสถานกงสุลใหญ่เปรู เข้ามาเปิดให้บริการ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักทางด้านการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด

“การที่จะมีสถานกงสุลมาเปิดให้บริการนั้น นอกจากเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วย เพราะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่เข้ามาในพื้นที่ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมากรุงเทพฯ"

เขา บอกว่า นักลงทุนจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในพื้นที่ขอนแก่น ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค กลุ่มพลังงานไฟฟ้า และพลังงานทดแทน กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ล้วนแล้วแต่มองข้ามช็อตไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม)

"การที่จีนมาเปิดสถานกงสุลใหญ่ก็เป็นส่วนช่วยผลักดันให้ นักลงทุนจีนสนใจและมีความมั่นใจที่เข้าไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของเรามากขึ้น เพราะการติดต่อก็จะทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นในกรณีที่เขามีปัญหาเกิดขึ้น เวลาที่เราจะไปโรดโชว์ในจีนภายในปีนี้เราจะชูจุดนี้เป็นจุดขาย"

วิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่า นักลงทุนจีนต้องก้าวออกมานอกประเทศอยู่แล้ว เมื่อธุรกิจมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น สุดท้ายก็ต้องถูกบีบออกไปลงทุนต่างประเทศ และยิ่งการที่นักลงทุนจีนมาเมืองไทยส่วนหนึ่งเพราะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างคนไทยกับคนจีนมีมาช้านาน

"ผมมองว่า ในอีกไม่กี่ปีกลุ่มนักลงทุนจีนจะขยับขึ้นมาเป็นลูกค้าหลักของอมตะฯ โดยตอนนี้เกิน 50% เป็นลูกค้าญี่ปุ่น ส่วนลูกค้าจีนมีอยู่ 5-7% แต่โรงงานของคนจีนทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการเข้ามาในไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ เพราะวันนี้ไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์อยู่แล้ว"

วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนจีนว่า เกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีนเองที่ให้การสนับสนุนเต็มที่ ทั้งเรื่องแหล่งเงินทุน หรือปัจจัยสนับสนุนต่างๆ แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจจีนใหญ่มากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว

“รัฐบาลไทยก็พยายามส่งเสริมและผลักดันเต็มที่สำหรับกลุ่มนักลงทุนจีนที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เศรษฐกิจจีนขาลงไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าการลงทุนประเภทนี้เป็นการลงทุนในระยะยาว นักลงทุนจีนไม่กังวลแน่นอน”
-------------------------------------------------------
ทุนจีน !!! ทำไมต้อง "อาเซียน"

ศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจโลก และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จีนจะเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนดีต่อเนื่องมาโดยตลอด และมีแนวโน้มจะดีขึ้นต่อไปอีก แต่จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลจีนชุดใหม่ ไม่ต้องการใช้ "ยาแรง" กระตุ้นการเจริญเติบโตของทางเศรษฐกิจ

เท่าที่ติดตามจีนเองต้องการแก้ไขและสะสางปัญหาภายในโดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่หมกเม็ดอยู่ข้างในให้โปร่งใสเสียก่อนเขาจึงเน้นนโยบายดึงสภาพคล่องในจีนไม่ให้ฟุ้งเฟ้อเกินไป

“จีนจะเป็นตัวแปรต่อระบบเศรษฐกิจโลก เพราะจีนเองมีความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่เขามาเสียตรงช่วงไตรมาส 2 ของปีนี่ละที่อัตราการเติบโตชะลอตัวลดลง ยังไงก็ต้องจับตาดู ผมมองว่าจีดีพีจีนไม่น่าจะเกิน 7% ส่วนประเด็นค่าเงินหยวนแข็งค่าก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เงินหยวนแข็งขึ้น 20-30% ต้นทุนก็สูงขึ้นอีก จีนจึงอยู่ในฐานะที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จีนจึงต้องกระจายตัวออกมาทางฝั่งอาเซียนมากขึ้น”

เขายังบอกว่า การที่จีนมุ่งมาทางอาเซียน เพราะว่าตลาดทางนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไทยเองก็ได้อานิสงส์ตรงเรื่องการส่งออกไปจีนด้วย อีกส่วนจีนก็เข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่จีนมองว่ามีศักยภาพจากเส้นทางคมนาคมจีน พม่า แล้วเข้าทางลาว และภาคเหนือของไทย

ภูมิภาคอาเซียน จะกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของจีนเช่นเดียวกันกับญี่ปุ่นที่ใช้อาเซียนเป็นฐานผลิต ทุกวันนี้จีนกำลังเดินตามรอยญี่ปุ่น ใช้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในแนวทางเดียวกัน ตอนนี้คนจีนที่รวยๆ ก็มีมากขึ้น นักลงทุนก็ดิ้นหาแหล่งลงทุนแห่งใหม่นอกประเทศ อย่างภูมิภาคนี้เศรษฐกิจโตเร็วมากจีนก็มองตรงนี้ด้วย และมองหาตลาดใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่ อาเซียนจึงเป็นตัวแปรสำคัญของจีน
------------------------------------------------
"ขอนแก่น" เส้นทางค้า เชื่อมอาเซียนจีน

จากการที่ไทย ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา และจีน มีโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ ร่วมกัน

"ขอนแก่น" จึงถูกกำหนดให้ขึ้นให้เป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน เพราะแวดล้อมไปด้วยศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ทั้งด้านการบิน ทางรถยนต์ รถไฟ และศูนย์กระจายสินค้า ทำเลที่ตั้งยังอยู่ "กึ่งกลาง" ของเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) หรือเส้นทางถนนหมายเลข 9 (R9)

โดยเส้นทางดังกล่าวมีระยะทาง 1,450 กิโลเมตร เริ่มจากเมืองท่าดานังของเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาวซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของเวียดนาม ซึ่งติดกับชายแดนลาว ก่อนจะผ่านเข้ามาทางแขวงสะหวันนะเขตในลาว ข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ำโขงสู่ไทยที่จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ พิษณุโลก จนไปสุดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเข้าไปยังประเทศพม่าจนทะลุ อ่าวเมาะตะ-มะที่เมืองเมาะลำไย หรือมะละแหม่ง เชื่อมทะเลจีนใต้ไปสู่มหาสมุทรอินเดีย

----------------------------------

"อำนาจ ศรีสมบัติ" เขาคือใคร ?

“อำนาจ ศรีสมบัติ” นักธุรกิจจากดินแดนอีสานใต้ ลูกชาย "กำนันเพ็ง ศรีสมบัติ” แห่งต.โพนทอง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ ร่ำเรียนมาด้านช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ในยุคหนึ่งเดินทางไปทำงานค้าแรงที่ซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตให้กับอำนาจ เพราะหลังจากกลับมาเขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน "คล่อง" และ "เก่ง" ทั้งเรื่องภาษาต่างประเทศรวมถึงธุรกิจ

ในวงการเพลงลูกทุ่งอาจจะรู้จักเขา เพราะเคยทำค่ายเพลงชื่อ บริษัท ทุ่งกุลา เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ออกอัลบัมเพลงให้กับ "พี่เป้า สายัณห์ สัญญา" ชื่อชุด”สายัณห์ วอนแฟน” ก่อนเงียบหายไป เขาเองยังมีอีกหนึ่งธุรกิจนั่นก็คือ "ธุรกิจซอฟต์แวร์" ผลงานสำคัญๆ เช่น การขายคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ให้กับกระทรวงศึกษาธิการในยุครัฐบาลไทยรักไทย และมีโครงการวางระบบงานซอฟต์แวร์ในโครงการทีวีครู หรือ Thai Teacher TV

ล่าสุดยังมีข่าวว่าจะซื้อ "สนามบินเก่าขอนแก่น" สนามบินในยุคที่ทหารจีไอเคยใช้ออกรบในสงครามเวียดนาม โดยสนามบินนี้ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของ "ค่ายเปรมติณสูลานนท์" อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น คาดว่าจะเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดขอนแก่นให้เป็นศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558