วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทองครึ่งปีหลังขาลง เฟดหั่นคิวอี-จีนชะลอ

ศูนย์วิจัยทองคำประเมินแนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกร่วงต่อ รับแรงกดดันจากเฟดลดคิวอี และเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว ฉุดแรงซื้อลดลง

นายภูษิต วงศ์หล่อสายชล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกในที่เหลือของปีนี้ จะยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นนักลงทุนต้องระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากการเคลื่อนไหวราคาอาจผันผวน

"จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ค้าทองคำที่เป็นกลุ่มเป้าหมายงานวิจัย ให้คำแนะนำลงทุนว่า ควรเน้นการลงทุนทองคำระยะสั้น เพราะทิศทางราคายังคงผันผวน และควรลดสัดส่วนการลงทุนทองคำในระยะยาว"

นายภูษิต กล่าวว่า ราคาทองคำได้รับแรงกดดันจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ การชะลอมาตรการคิวอี ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า การชะลอมาตรการคิวอี จะกระทบกับราคาทองคำในเชิงลบภายในปีนี้ รวมถึงปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท เพราะค่าเงินบาทมีความผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากการเมืองภายในประเทศ ที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเริ่มถอนการลงออกจากไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวต่อเนื่อง

ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจประเทศจีนที่เริ่มชะลอตัว จะกดดันความต้องการทองคำในตลาดโลก ซึ่งตามปกติแล้ว จีนมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง การชะลอตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ จะทำให้ความต้องการในตลาดโลกลดลง ราคาก็จะลดลงเช่นกัน และปัจจัยการซื้อขายเก็งกำไร โดยเฉพาะการเข้าซื้อ-ขายของกองทุน SPDR ซึ่งล่าสุด มีการลงทุนในทองคำเหลือเพียง 700 ตัน ซึ่งต่ำสุดเท่าที่เคยถือครองมา

เตือนลงทุนเดือนส.ค.ผันผวน

"ในเดือนส.ค. ของทุกปี มักจะมีความผันผวนของราคาทองคำ นักลงทุนจึงควรมีความระมัดระวังมาก ส่วนความผันผวนของค่าเงินบาท ก็เป็นปัจจัยที่ควรระมัดระวังในระยะสั้น"

นายภูษิต กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญ คือ ให้นักลงทุนติดตามการชะลอมาตรการคิวอี ในช่วง 4 เดือนจากนี้ เพราะจะเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในต้นปีหน้า

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ค้าทองคำ (Gold Trader Consensus) จำนวน 11 ตัวอย่าง เชื่อว่า ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงเดือนส.ค. โดยรวมน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,150-1,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่ากรอบราคาต่ำสุดในเดือนส.ค. น่าจะอยู่ในช่วง 1,226-1,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่กรอบสูงสุด น่าจะอยู่ในกรอบ 1,326-1,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศ (ความบริสุทธิ์ 96.5%) กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าราคาจะเคลื่อนไหวระหว่าง 17,000-21,000 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ และกรอบการเคลื่อนไหวต่ำสุดกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักระหว่าง 18,000-18,500 บาทต่อหนึ่งบาท และมีกรอบการเคลื่อนไหวสูงสุดบริเวณ 20,000-20,500 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ โดยมีประเด็นเรื่องการชะลอมาตรการคิวอี เป็นแรงกดดันสำคัญ

ขณะที่ ความผันผวนของค่าเงินบาท เชื่อว่าจะยังกระทบต่อราคาทองคำในประเทศเดือนนี้ นอกจากนี้นักลงทุนยังต้องติดตามการขายของกองทุนขนาดใหญ่ การเก็งกำไรในตลาดและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

ดัชนีราคาทองสะท้อนขาดความเชื่อมั่น

ด้าน นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย กล่าวว่า งานวิจัยศูนย์วิจัยทองคำ ประจำเดือนส.ค. 2556 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ (Gold Price Sentiment INDEX) ประจำเดือนส.ค. นี้ อยู่ที่ 53.35 จุด ฟื้นตัวเหนือระดับ 50 จุดที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของดัชนีครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยในตั้งแต่เดือนพ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่น อยู่ที่ 45.50 จุด เดือนมิ.ย. อยู่ที่ 32.91 จุด และเดือนก.ค. อยู่ที่ 33.77 จุด สะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวหลังราคาปรับตัวลดลงติดต่อกัน

ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองกลับสวนทางความต้องการที่จะซื้อทองคำในเดือนส.ค. ของกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะสะท้อนถึงความไม่แน่ใจของการฟื้นตัว

สำหรับดัชนีแยกตามกลุ่มตัวอย่าง พบว่า มีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และระดับความเชื่อมั่นอยู่เหนือ 50 จุดเล็กน้อย ทั้งกลุ่มนักลงทุนและกลุ่มผู้ค้า โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 52.78 จุด และ 57.36 จุดตามลำดับ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นในระยะ 3 เดือนข้างหน้ามีการฟื้นตัวเช่นกันอยู่ที่ระดับ 55.74 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10.86 จุด หรือ 24.19% สะท้อนทัศนคติเชิงบวกในระยะกลาง

นักลงทุนให้น้ำหนักคิวอีมากที่สุด

นายกมลธัญ กล่าวว่า ปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าจะมีผลต่อทิศทางราคาทองคำในเดือนส.ค. ได้แก่ การชะลอมาตรการคิวอี ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ และค่าเงินบาท โดยให้น้ำหนักกับการชะลอคิวอีสูงสุด ที่ 49.72% นอกจากนี้เมื่อสอบถามความต้องการซื้อทองคำในช่วงถัดไป พบว่า 30.93% ของกลุ่มตัวอย่าง คาดว่าจะซื้อทองคำ

ขณะที่ 34.81% คาดว่าจะไม่ซื้อ และ 34.26% ไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำหรือไม่ จะเห็นว่ากลุ่มตัวมีทัศนคติในเชิงบวกต่อราคามากขึ้น แต่ยังไม่แน่ใจต่อการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ ทำให้สัดส่วนต่อการซื้อมีการกระจายตัว และไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับดัชนี

ราคาทองขยับแม้วิตกเฟดลดคิวอี

ราคาทองคำวานนี้ (8 ส.ค.) ปรับตัวขึ้นในตลาดเอเชีย แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และตลาดยังมีความวิตกที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

การถือสถานะขายมากกว่าสถานะซื้อ บ่งชี้ว่า มีแนวโน้มมากขึ้นที่ราคาทองจะร่วงลงอีกครั้ง แทนที่จะพุ่งขึ้นอย่างมาก

กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดเผยว่า การถือครองทองคำของ SPDR ลดลง 0.5% สู่ 910.53 ตัน เมื่อวันที่ 7 ส.ค.

สำหรับราคาทองคำภายในประเทศ สมาคมค้าทองคำมีการประกาศปรับราคา 3 ครั้งในช่วงบ่ายวานนี้ โดยราคาครั้งหลังสุด ทองคำแท่งรับซื้อคืน 19,050 บาทต่อบาททองคำ และขายออก 19,150 บาทต่อบาททองคำ

ประธานเฟดคลีฟแลนด์ชี้พร้อมหั่นคิวอี

นางแซนดรา เพียนัลโต ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่า เฟดอาจจะเริ่มต้นปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในเร็วๆ นี้ ถ้าหากการปรับตัวดีขึ้นในระยะนี้ของตลาดการจ้างงานในสหรัฐยังคงดำเนินต่อไป

ถึงแม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 162,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเกินคาด แต่ นางเพียนัลโต ก็มุ่งความสนใจไปที่ความแข็งแกร่งของการจ้างงานในระยะนี้

นางเพียนัลโต กล่าวว่า "การจ้างงานเติบโตขึ้นในระดับที่แข็งแกร่งกว่าที่ดิฉันคาดการณ์ไว้ และอัตราการว่างงานในปัจจุบันนี้ก็อยู่ในระดับต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนก.ย. ปีที่แล้ว ราว 0.5%"

"ถ้าหากตลาดแรงงานยังคงปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกับในช่วงหลังฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ดิฉันก็พร้อมที่จะปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์รายเดือน" นางเพียนัลโตกล่าว

ทั้งนี้ เฟดดำเนินมาตรการคิวอี ในปัจจุบันด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน

กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ส.ค. ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรในสหรัฐเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 184,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานลดลงสู่ 7.4% ในเดือนก.ค. จาก 7.6% ในเดือนมิ.ย.

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่ นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ส่งสัญญาณบ่งชี้ในเดือนพ.ค. และเดือนมิ.ย. ว่า เฟดอาจจะปรับลดขนาดคิวอีลงในอนาคต โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.599% ในช่วงท้าย วานนี้ เทียบกับระดับต่ำสุดในเดือนพ.ค. ที่ 1.614%

ยันไม่เกี่ยวปรับขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี นางเพียนัลโต ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับลดวงเงินคิวอีไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เฟดกำลังจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นางเพียนัลโตกล่าวว่า "ตลาดแรงงานยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างเต็มที่ ดังนั้นถึงแม้ว่าเฟดปรับลดขนาดโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์ แต่เฟดก็จะยังคงมีภาระผูกพันในการส่งเสริมการเติบโตด้านการจ้างงาน และส่งเสริมเสถียรภาพของราคา"

เจ้าหน้าที่เฟด กล่าวว่า ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ เฟดก็จะไม่พิจารณาเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนกว่าอัตราการว่างงาน จะร่วงลงแตะ 6.5%

ด้าน นายโจเซฟ ลาวอร์ญา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ของ ธนาคารดอยช์ แบงก์ กล่าวว่า "เฟดจะปรับลดขนาดคิวอีลงในช่วงต่อไปในปีนี้อย่างแน่นอน แต่ เฟด ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะปรับลดเมื่อใด ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ดีกว่าในช่วงที่เฟดเริ่มต้นใช้มาตรการคิวอี เป็นอย่างมาก"