สมาคมนักวิเคราะห์ลุ้นดัชนีหลุด 1,400 จุด เหตุการเมืองวุ่น ตัวเลขจีดีพีชะลอ ขณะที่มาตรการคิวอีของสหรัฐใกล้ถึงเวลายกเลิก พิษการเมืองวุ่น
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยระยะสั้น คาดว่ามีโอกาสจะปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,400 จุด หรือมีโอกาสลดลงไปถึง 1,380 จุด เนื่องจากความไม่แน่นอนสถานการณ์ทางการเมืองอาจจะทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นลงอย่างหวือหวาโดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง ดังนั้นเมื่อดัชนีอ่อนตัวจึงเป็นจังหวะที่ควรทยอยซื้อลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยทางการเมืองจะมีผลกระทบระยะสั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการชะลอตัวของจีดีพีไทยอย่างชัดเจน ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ เรื่องการยกเลิกมาตรการคิวอีเข้าใกล้เวลาที่จะประกาศยกเลิก ทำให้เงินทุนต่างชาติจะยังไหลออกอย่างต่อเนื่อง
"การลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะนี้คงต้องระมัดระวังการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง จะได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนหุ้นที่น่าจะมีความแข็งแกร่งและสามารถลงทุนระยะยาวได้น่าจะเป็นกลุ่มสื่อสาร และธนาคารขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวลงมาแรงต่ำกว่าพื้นฐาน"นายสมบัติกล่าว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่าการชุมนุมทางการเมือง คาดไม่เกิดเหตุการณ์เหนือคาดหมาย แต่ในกรณีที่แย่กว่าคาด คือ ถ้าหลุดระดับ 1,420 จุด คาดดัชนีจะกลับลงไปตั้งหลักในโซน 1,380 จุด เน้นหุ้นขนาดกลางที่รายได้อิงตามเศรษฐกิจ ยุโรป และสหรัฐฯที่ฟื้นตัว ซึ่งรายได้ไม่กระทบจากการเมือง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, มือถือ, ดาวเทียม, ส่งออก, พลังงาน, ปิโตรฯ และ หุ้นปันผลสูงโดยเฉพาะหุ้นที่มีจ่ายระหว่างกาลสูง ส่วนกลุ่มที่ต้องระวังเพราะอ่อนไหวต่อการเมือง ได้แก่ รับเหมางานรัฐฯ บ้าน แบงก์ โรงแรม ท่องเที่ยว สายการบิน ห้างค้าปลีก สื่อบันเทิง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีซีมิโก้ กล่าวว่าหุ้นที่ควรระมัดระวังการลงทุนได้แก่ หุ้นเชื่อมโยงนโยบายของรัฐบาล เช่น รับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง สื่อสารประเภทประมูลงานรัฐ แบงก์ บ้าน ซึ่งถือว่าจะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวสูงสุดต่อสถานการณ์ทางการเมือง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ของบริษัท ปตท. (PTT) คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทปตท.จะมีกำไรประมาณ 1.46 หมื่นล้านบาท ลดลง 59.5% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยและมาร์จินของธุรกิจก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลงตามราคาผลิตภัณฑ์ และคาดว่าจะมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ประมาณ 8 พันล้านบาท จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง สวนทางกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรจากค่าเงินบาท 6.74 พันล้านบาท
นอกจากนี้คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ.(PTTEP) และบริษัทในเครือลดลงค่อนข้างแรง โดยเฉพาะในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ผลประกอบการค่อนข้างอ่อนแอ จากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน และคาดว่าส่วนแบ่งกำไรปตท.สผ.จะลดลง 47% ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครืออื่นๆ ลดลง 93.4% จากไตรมาสก่อนหน้า
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ คาดว่าปตท.จะกำไรไตรมาส 2 ประมาณ 1.62 หมื่นล้านบาท ลดลง 54.9% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยของผลการดำเนินงานของบริษัทลูก ทำให้ส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนจากบริษัทย่อยอยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท ลดลง 88.4% และคาดว่าจะมีการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 8 พันล้านบาท รวมปตท.สผ. ตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2556 ไว้เช่นเดิม โดยคาดแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 3 โดยส่วนของบริษัทปตท.สผ.ปริมาณขายจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากโครงการมอนทาราได้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ รวมถึงการกลับมาผลิตของโครงการอาทิตย์ บงกชใต้ เป็นต้น ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล









