วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

4องค์กรจี้เลิกประกาศกสทช."คุมสื่อ"

"สุภิญญา" แนะจับตาร่างฯ กำกับเนื้อหารายการเข้ม "ห้าม" เล่าข่าว-ส่ง"เอสเอ็มเอส"โหวตแข่งขัน หารายได้ 4องค์กรสื่อเปิดเวทีถกร่างประกาศ"คุมสื่อ"

หลังจากที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เห็นชอบ(ร่าง)ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. .... (ร่างฯ กำกับเนื้อหา) ในการประชุมบอร์ดใหญ่ กสทช. เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยกระบวนการหลังจากนี้ จะเข้าสู่การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

สำหรับร่างประกาศฯ กำกับเนื้อหา ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจ "ระงับการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง"

จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มต่อร่างประกาศดังกล่าว ตัวแทนจากทั้ง 4 องค์กรสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือถึง พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านร่างประกาศฯ เพราะอาจมีเนื้อหาขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพสื่อ และอาจเป็นการขยายอำนาจ กสทช. เกินกว่าที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 37 กำหนดไว้

ถกร่าง"คุมสื่อ"สวนทางยุคดิจิทัล
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 4 องค์กรสื่อจัดเวทีเสวนา "ชำแหละร่างประกาศ กสทช.คุมสื่อละเมิดเสรีภาพประชาชน" โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรวิชาชีพสื่อและนักวิชาการต่อการจัดทำร่างประกาศฯ ดังกล่าว

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. และ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า หลังจากบอร์ดใหญ่ กสทช. เห็นชอบร่างประกาศฯ กำกับเนื้อหาแล้ว กระบวนการจากนี้ต้องนำร่างประกาศฯ ขึ้นเว็บไซต์เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น 30 วัน พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง แต่หลังจาก 4 องค์กรสื่อ ได้ยื่นหนังสือคัดค้าน ให้ทบทวนร่างประกาศฯ ถึงประธานบอร์ด กสทช. ทำให้ขณะนี้สำนักงาน กสทช. ยังไม่นำร่างประกาศฯ ขึ้นเว็บไซต์ " อาจเป็นไปได้ว่ากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนร่างฯ หรืออาจเดินหน้าต่อ" ดังนั้นต้องจับตาดูไปที่การประชุมบอร์ด กสท.ในวันที่ 5 ส.ค. นี้ ว่าจะมีความเห็นอย่างไร

ในฐานะกรรมการ กสทช. และ กรรมการ กสท. "เสียงข้างน้อย" ที่ไม่เห็นชอบต่อร่างประกาศฯ กำกับเนื้อหา เพราะเนื้อหาในร่างฯ เป็นวิสัยทัศน์การกำกับเนื้อหาที่เข้าข่ายส่งผลกระทบวงกว้าง หากพิจารณาเนื้อหาสาระของร่างฯ จะเห็นว่าสวนทางกับกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัลในขณะนี้

"กสทช. ไม่ควรแตะเรื่องสิทธิและเสรีภาพของสื่อ เพราะส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลของสังคม แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาดีเพื่อกำกับดูแล แต่ร่างฯ ที่จัดทำขึ้นเข้าข่ายใช้ความคิดแบบจัดแถวของผู้มีอำนาจคุมสื่อในอดีตมาจัดทำร่างฯ" นางสาวสุภิญญา กล่าว

ห้ามเล่าข่าว-โหวตเอสเอ็มเอสหารายได้
นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า หากพิจารณาร่างประกาศฯ กำกับเนื้อหาในหมวด 2 "มาตรการในการออกอากาศรายการ" พบว่ามีข้อ "ห้าม" หลายประการ ที่รูปแบบการออกอากาศรายการในปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น ข้อ 13 การดำเนินรายการที่มีลักษณะเป็นการรายงานข่าวหรือการถ่ายทอดข้อมูลแก่ประชาชนทั่วไป ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการดังนี้ ข้อ 13.1 นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน มีความสมดุลของข้อมูล และปราศจากการบิดเบือนหรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ หรือผู้ดำเนินการรายการ ข้อ 13.2 นำเสนอข้อเท็จจริง มีข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานข่าวบนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ครบถ้วน เป็นธรรม และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

หากพิจารณาเนื้อหาร่างประกาศฯ ข้อดังกล่าวจะเห็นว่า รายการลักษณะ "เล่าข่าว" ไม่สามารถดำเนินการได้

ขณะที่ข้อ 18 การออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาเป็นการเชิญชวน ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการชิงโชค แจกของรางวัล หรือรายการที่มีเนื้อหาเป็นการแข่งขันเพื่อรับรางวัล ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการ ตามข้อ 18.3 คือ "ไม่แสวงหาผลประโยชน์" สำหรับตนเองหรือบุคคลอื่นใดจากการเชิญชวน สนับสนุน หรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าร่วมชิงโชค การเข้ารับการแจกรางวัล การแข่งขันเพื่อรับรางวัล หรือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน เช่นการลงคะแนนเพื่อสนับสนุนผู้เข้าร่วมแข่งขันรายใด รายหนึ่ง หรือการลงคะแนนตัดสินในเกมการแข่งขัน

ในเนื้อหาข้อนี้ คือ ห้ามแสวงหาประโยชน์ หรือรายได้ จากการส่งเอสเอ็มเอส เพื่อโหวตการแข่งขันในทุกรายการ เช่น การโหวตหากผู้ชนะในประกวดความสามารถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เดอะวอยซ์, เอเอฟ, เดอะสตาร์, ไทยแลนด์ ก็อต ทาเลนต์ ที่ผู้โหวตต้องเสียค่าใช้จ่าย จะไม่สามารถดำเนินการได้ตามร่างประกาศฯ นี้ เว้นแต่การโหวตที่ผู้โหวตไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

องค์กรสื่อเล็งร้องศาล
นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า 4องค์กรวิชาชีพ ต้องการให้ กสทช. ถอนร่างประกาศฯ ฉบับนี้ออกไป เพราะเป็นร่างฯ ที่ยังไม่มีการเสนอความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นร่างประกาศฯ ที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้สิทธิเสรีภาพสื่อและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยองค์กรสื่อจะมีการหารือด้านข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าหากมีการประกาศใช้ ร่างฯ ดังกล่าว ผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องร้องคดีทางปกครองและฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการขับเคลื่อน เพื่อคัดค้านร่างประกาศฯ นี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะวงการสื่อเท่านั้น แต่นักวิชาการและภาคสังคมต้องเข้ามาร่วมด้วย

เสนอ กสทช. ทิ้งร่างฯ คุมสื่อ
นายเทพชัย หย่อง ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า หากพิจารณาเนื้อหาร่างฯ กำกับเนื้อหาฯ แล้ว เห็นว่าไม่มีประโยชน์ ที่ทั้งนักวิชาชีพสื่อและนักวิชาการ จะมานั่งวิพากษ์วิจารณ์รายหมวด โดย "ที่ดีที่สุด คงต้องโละประกาศนี้ทิ้งทั้งฉบับ" หลังจากนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องเริ่มต้นคุยกันใหม่ ถึงเนื้อหาการออกอากาศรายการในบริบทการปฏิรูปสื่อ และไม่ส่งผลกระทบต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และไม่กระทบต่อคนในสังคมที่ต้องมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยไม่ถูกปิดกั้น

หากองค์กรสื่อไม่เห็นด้วยกับร่างฯ นี้ ต้องเสนอทางออกให้กับสังคมด้วยเช่นกัน ด้วยการเร่งขับเคลื่อนกระบวนการการกำกับดูแลกันเองอย่างเข้มข้น เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องร่วมผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดผ่าน นอกจากนี้สถาบันการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน และทุกภาคส่วนต้องออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

"หากดูจากเนื้อหา ตามร่างประกาศฯ กำกับเนื้อหา อาจต้องเรียกชื่อใหม่ เป็นร่างฯ คุมสื่อ เป็นห่วงว่ารายการ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พบประชาชน ว่า ดำเนินการได้ตามร่างฯนี้หรือไม่ " นายเทพชัย กล่าว

แนะเร่งจัดทำร่างฯกำกับดูแลกันเอง

นางสาวสุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การทำงาน กสทช. ที่ผ่านมา "ไม่มี" การจัดลำดับเรื่องสำคัญเร่งด่วน แม้จะมีอนุกรรมการทำงานกว่า 50 ชุดก็ตาม จะเห็นว่าการทำงานในฝั่ง กสท. ได้จัดทำร่างฯ กำกับเนื้อหา ออกมาก่อน ร่างฯ ที่เป็นกลไกการกำกับดูแลกันเอง ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการจัดทำร่างฯ

ฝ่ายวิชาชีพ จะต้องสร้างการทำงานด้านการกำกับดูแลกันเอง ที่เป็นรูปธรรมและมีขั้นตอนชัดเจน ปกติการทำงานของสื่อจะแยกระหว่างการรายงานข่าว และรายการวิเคราะห์วิจารณ์ที่เป็นศาสตร์ขั้นสูง แต่ในร่างฯ กำกับเนื้อหา ได้กำหนดให้การวิเคราะห์ข่าว เป็นสิ่งที่ "ไม่ควรทำ" ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายในวิชาชีพสื่อและการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ปัจจุบันแม้ยังไม่มีการกำกับเนื้อหา จะพบว่าสื่อมีการเซ็นเซอร์ตัวเองของผู้ได้รับใบอนุญาต ซึ่งจะทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร