หุ้นร่วงมากสุดในภูมิภาค-บาทอ่อนรอบ4 สัปดาห์กังวลการเมืองวุ่น 'โฆสิต-ทนง' มั่นใจผ่านสถานการณ์ได้ ด้านวงการตลาดทุนชี้กระทบระยะสั้น
การชุมนุมทางการเมืองที่จะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์นี้และการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงดูแลพื้นที่ได้สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจ แต่หลายคนประเมินว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงและไม่เกิดความรุนแรง โดยเห็นว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เชื่อว่าปัญหาการเมืองจะผ่านพ้นไปเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และมองว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายเดิมที่ 4%
เช่นเดียวกับ นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เห็นว่าแม้ความเสี่ยงทางการเมืองจะเกิดขึ้น เพราะจะมีการชุมนุมทางการเมือง แต่เชื่อว่ากระบวนการชุมนุม จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย และจะไม่มีกลไกที่ทำให้เกิดความรุนแรง
"เท่าที่ดูทางฝั่งของกองทัพนั้น เขาไม่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมกับเรื่องดังกล่าว ก็มองว่า เป็นท่าทีของกองทัพที่ทำให้เราเกิดความสบายใจ ในส่วนของนักลงทุนนั้น ก็คงจะดูว่า ตราบใดที่กลไกการชุมนุมเรียกร้องยังอยู่ในกรอบกฎหมาย ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบใด เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุความรุนแรงทางการเมือง แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่เคยย้ายฐานการลงทุนไปไหน" นายทนง กล่าว
ตลาดหุ้นตื่นการเมืองลงต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นวานนี้ (2 ส.ค.) ปิดตลาดดัชนีปรับตัวลดลง 16.57 จุด โดยมาอยู่ที่ระดับ 1,420.94 จุด หรือลดลง 1.15%
การเคลื่อนไหวระหว่างวัน ดัชนีปรับตัวต่ำสุดลงลึกที่ระดับ 1,408.57 จุด และสูงสุดที่ 1,442.17 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,948.31 ล้านบาท
ทั้งนี้ สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1,267 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,451 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,642 ล้านบาท รายย่อยซื้อสุทธิ 1,827 ล้านบาท
โบรกเกอร์กล่าวว่านักลงทุนยังวิตกกังวลประเด็นการเมืองต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ หลังจากกลุ่มต่อต้านประกาศการชุมนุมและรัฐบาลใช้กฎหมายความมั่นคง แม้ก่อนหน้านี้จะรับข่าวไปแล้ว แต่ความวิตกกังวลยังมีอยู่ และมีแรงเทขายป้องกันความเสี่ยงในช่วงวันหยุด
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่าตลาดได้ปรับตัวลงไปค่อนข้างมากสวนทางกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างอยู่ในแดนบวก โดยมองเป็นผลจากความกังวลการเมืองเป็นหลัก
"หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เกิดความรุนแรง เชื่อว่าดัชนีฯที่ระดับ 1,400 จุดน่าจะรับได้อยู่ ส่วนแนวต้านก็ต้องมองกว้าง ๆ ไปที่ 1,450 จุด"
ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนลดการเก็งกำไรในช่วงหนึ่ง และซื้อสะสมเมื่อราคาหุ้นพื้นฐานดีปรับตัวลงมา โดยหุ้นที่น่าจะไม่รับผลกระทบจากการเมืองและยังพอจะเข้าลงทุนได้เป็นหุ้นในกลุ่มไอซีที ซึ่งมองว่าน่าจะไปได้ค่อนข้างดี ส่วนหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างคงจะได้รับแรงกดดันจากการเมือง แต่เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำก็ยังน่าซื้อ
ฉุดหุ้นร่วงแรงสุดในภูมิภาค
ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนมีความกังวลสถานการณ์ทางการเมืองมากขึ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงกว่าตลาดหุ้นในเอเชีย 10 ประเทศ โดยนับตั้งแต่ทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณลดมาตรการคิวอี ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแล้ว 13-14% ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียเฉลี่ยปรับลดลง 5%
ประเด็นที่นักลงทุนกังวล ไม่ใช่การออกพ.ร.บ.ความมั่นคง หรือการชุมนุมทางการเมือง แต่กังวลความเสี่ยงทางด้านนโยบาย (Policy Risk) ว่าจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน หากโครงการลงทุนภาครัฐไม่มีความชัดเจน นักลงทุนก็คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และกำไร บจ. ยาก
"ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หรือหลังเฟดส่งสัญญาณลดคิวอี ตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ มีความน่าสนใจน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ยิ่งประเทศไหนมีปัญหาภายใน นักลงทุนก็หลีกเลี่ยง กองทุนหลายแห่ง ตัดสินใจไม่เอาเมืองไทย เพราะนโยบายสับสน ทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้นักลงทุนระยะยาวเข้าประเทศ"
ทั้งนี้ในระยะยาว ยังมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นอยู่ ตามการเติบโตของกำไรบจ. ที่ปัจจุบัน บจ.ไทย มีการขยายลงทุนซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้วัฏจักรผลตอบแทนมีโอกาสเติบโตสูง แต่ในระยะสั้นจากสถานการณ์ต่างประเทศ และการเมืองในประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน
สำหรับหุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจในการลงทุน คือ กลุ่มส่งออก ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เพราะจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะสหรัฐ และแนวโน้มค่าเงินบาทที่จะอ่อนค่าลง ตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น แม้ว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่การลงทุนในตลาดหุ้นก็ต้องลงทุนรับข่าวล่วงหน้า 6 เดือน
'จรัมพร'เชื่อผลกระทบระยะสั้น
ส่วน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นมีความผันผวนค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยทั้งในเชิงบวกและเชิงลบมากนัก แต่ยังแนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ภาพรวมในต่างประเทศว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินที่ไหลเข้าและไหลออก
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์การเมืองจะมีความไม่แน่นอน แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้หลายครั้ง แต่สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยกังวล คือ โครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ ไม่มีความคืบหน้า หรือไม่เป็นไปตามแผน
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า เชื่อว่าการลงทุนของภาครัฐจะสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร เพราะผลที่ออกมาคงไม่ออกมาในลักษณะสุดขั้ว คือลงทุน 100% หรือไม่มีการลงทุนเลย ทำให้กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างยังคงน่าสนใจ
เอ็มบีเคหวั่นกระทบจิตวิทยาผู้บริโภค
นายศักดิ์ชัย เก่งกิจโกศล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ถือว่าเป็นปัจจัยเชิงลบที่กระทบต่อจิตวิทยาด้านกำลังซื้อของภาคประชาชน ทำให้ผู้บริโภคหยุดหรือชะลอการใช้เงิน
"การรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า"
ขณะที่ กำลังซื้อของประชาชนช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 ถือว่าดีมาก เนื่องจากมีกำลังซื้อต่อเนื่องมาจากช่วงไตรมาส 4 ปี 2555 ขณะที่ช่วงไตรมาส 2 เริ่มมีสัญญาณที่เห็นได้ชัดว่าประชาชนเริ่มชะลอกำลังซื้อซึ่งเป็นผลมาจากมีภาระหนี้ครัวเรือนมากขึ้น มาจากโครงการบ้านหลังแรก และนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของภาครัฐ ทำให้ผู้บริโภคต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ในการผ่อนค่างวดต่างๆ ซึ่งกระทบต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 3 และมีการประเมินกันว่าปลายไตรมาส 3 ถือเป็นช่วงต่ำสุดของธุรกิจภาคบริการด้านพาณิชย์
“สถานการณ์การแข่งขันครึ่งปีหลังจากนี้ ไม่ได้แข่งขันกันเองระหว่างศูนย์การค้า แต่เป็นการแข่งขันกับสภาวการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้คู่ค้าของเราผ่านพ้นช่วงต่ำสุดของสถานการณ์หรือฤดูกาลช่วงนั้นไปให้ได้” นายศักดิ์ชัย กล่าว
ภาคเอกชนอยากเห็นชุมนุมโดยสงบ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าอยากให้การชุมนุมทางการเมืองเป็นไปอย่างสงบ และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ไม่มีความรุนแรงขนาดปิดสนามบินหรือท่าเรือเหมือนการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมา หากเป็นไปตามแนวทางดังกล่าว ก็จะไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่หากการชุมนุมมีความรุนแรงจะทำให้นักลงทุนและคู่ค้าของไทยชะลอการตัดสินใจ
"ขณะนี้การแข่งขันเปลี่ยนแปลงเร็ว หากไทยยังมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง หรือ มีความรุนแรง จะทำให้นักลงทุนและคู่ค้าเกิดความกังวลได้"เขากล่าว
ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองในแง่ดีว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ในระดับ 4.5-4.8% ส่วนการส่งออกจะโตได้ในระดับ 4-5% โดยความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจไทยนั้นภาคเอกชนยังมองว่าเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในอันดับแรก ส่วนในเรื่องความวุ่นวายทางการเมืองนั้นยังเป็นแค่ความกังวล เพราะขณะนี้ยังไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แต่ต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่าการชุมนุมจะอยู่ในวงจำกัดหรือไม่
"ในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นฤดูกาลในการสั่งซื้อสินค้าของต่างประเทศ เพื่อเตรียมไว้ในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ คาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่โตได้ไม่ถึง 1% ซึ่งหากไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นน่าจะดีต่อประเทศมาก เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันทำมาหากิน ช่วยกันค้าขาย และช่วยกันพัฒนาประเทศให้ก้าวเดินต่อไป"นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายพยุงศักดิ์กล่าวด้วยว่า ในระยะยาวนั้นเอกชนอยากเห็นความต่อเนื่องของการบริหารประเทศ และต้องการเห็นการลงทุนโครงสร้างในโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการลงทุนในลักษณะนี้มานานมากแล้ว
วิตกการเมืองฉุดบาทต่อดอลลาร์อ่อน
บาทต่อดอลลาร์ในช่วงท้ายตลาด ยังยืนใกล้ระดับอ่อนค่าต่ำสุดในรอบเกือบ 4 สัปดาห์ ขณะที่ความวิตกที่มีมากขึ้นต่อการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในสุดสัปดาห์นี้ กดดันเงินบาทและหุ้นไทย
ในช่วงท้ายตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 31.40/42 จาก 31.40/43 ในช่วงเช้า ขณะที่ตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.40/43 จาก 31.37/41 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าเงินบาทอ่อนค่าพอสมควร มาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก จากสถานการณ์การเมือง และกระแสข่าวต่างๆ ที่กดดัน และยังมีหุ้นไทยที่ติดลบนำมาด้วย"
สำหรับ ทิศทางเงินบาทในสัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. นี้ ซึ่งจะมีการชุมนุมทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาท เป็นไปตามค่าเงินภูมิภาค โดยเงินรูปีของอินเดียนำสกุลเงินของเอเชียร่วงลง แม้ธนาคารกลางอินเดียได้บังคับใช้มาตรการสร้างเสถียรภาพ ขณะที่ตลาดมีความระมัดระวังก่อนการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อใด









