เอเชียทีคเล็งสร้างแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมขยายโครงการเอเชียทีคอีกฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบนพื้นที่กว่า 22 ไร่ ระบุเงินสะพัดต่อปีกว่า 3 พันล้าน
นายฐวัฒน์ สมมะโนพัฒน์ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกในประเทศไทย โดยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนไปในพื้นที่ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำและบนฝั่ง รองรับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่จะขยายตัวตามภูมิภาคมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าจะเห็นการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในโครงการริมน้ำเจ้าพระยา โดยในขณะนี้มีการลงทุนก่อสร้างห้างสรรพสินค้าระดับไฮแอนด์จากกลุ่มสยามพิวรรธน์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่มกับของเอเชียทีคและยังมีโครงการของบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าของกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตเครืออนันตรา และโรงแรมแม่น้ำ รวมถึงโครงการคอนโดมีเนียมและคอมมิวนิตี้มอลอีกหลายโครงการด้วย ซึ่งจะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย
ส่วนการลงทุนในปัจจุบันนั้นบริษัทเตรียมขยายการลงทุนโครงการเอเชียทีคในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยที่ดินกว่า 22 ไร่บนถนนเจริญนคร โดยในเบื้องต้นจะยังคงแนวคิดในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ที่อิงประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของพื้นที่เดิมเอาไว้ และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างคนกรุงเทพและฝั่งธนที่สามารถส่งเสริมกันและกันได้ ส่วนมูลค่าที่ดินบนเจริญนครประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท และคาดว่ามูลค่าโครงการคาดว่าจะอยู่ในหลักพันล้านบาท
มูลค่าการขยายโครงการลงทุนในขณะนี้ยังประเมินความชัดเจนไม่ได้เนื่องจากต้องพิจารณารูปแบบการลงทุน โดยในขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดโครงการว่าจะมีโรงแรมด้วยหรือไม่ รวมถึงการศึกษาการเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งแม่น้ำที่อาจจะก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำหรือใช้การเชื่อมต่อทางเรือ คาดว่าจะสามารถสร้างเสร็จได้ในระยะ 2-3 ปีจากนี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นคนละกลุ่มกับเอเชียทีคฝั่งพระนคร เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการการท่องเที่ยวที่มีไลฟสไตล์ที่แตกต่าง รวมถึงนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่ต้องการบรรยากาศสบาย ๆ ไม่เน้นความหรูหรามากนัก
สำหรับโครงการเอเชียทีคในปัจจุบันสามารถทำกำไรได้ หลังจากเปิดดำเนินการมากว่า 1 ปี 3 เดือน แม้จะไม่สามารถประเมินถึงจุดคุ้มทุนได้ เนื่องจากมูลค่าโครงการอยู่ในหลักพันล้านบาท แต่ไม่รวมราคาที่ดินเก่าแก่กว่า 72ไร่ใน ซึ่งไม่สามารถประเมินมูลค่าที่ดินโครงการได้ในขณะนี้ ขณะที่เม็ดเงินที่สะพัดในโครงการมีประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี รายได้หลักมาจากค่าเช่าพื้นที่กว่า 60-70% ของรายได้รวม ตามมาด้วยรายได้จากการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรม และรายได้จากการให้บริการชิงช้าสวรรค์
"ปัจจุบันร้านค้าเต็มหมด และมีร้านค้าที่รอคิวอยู่อีกกว่า 2,000 ร้านค้า ในสัญญาเช่ามีระยะเวลา 3 ปี และมีกำหนดการปรับขึ้นค่าเช่าที่ชัดเจน ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในปัจจุบันมีประมาณ 30,000-40,000 คนต่อวัน แต่หากเป็นช่วงเทศกาลจะสูงถึง 70,000-100,000 คนต่อวันมีสัดส่วนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ยแล้วประมาณ 50%"นายฐวัฒน์ กล่าว









