วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจและการลงทุนกับกองทุนรวม

ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างผันผวน นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวัง เน้นลงทุนแบบทยอยลงทุน โดยลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น

ตลาดหุ้นไทย ค่อนข้างผันผวน โดยมีการปรับตัวขึ้น เหนือระดับ 1,500 จุด สลับกับการปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ระดับ 1,450 จุด ในช่วงปลาย เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา จากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อดัชนีในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐฯ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศก็เริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นไทยในช่วงนี้ จะต้องใช้ความระมัดระวัง โดยอาจเน้นลงทุนแบบทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน โดยลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น ทั้งนี้ ในการลงทุนในหุ้นโดยตรงสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะแข็งแกร่งกว่าตลาด และน่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีการเติบโตสูง และกลุ่มพลังงาน ที่ได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและยังอยู่ในระดับสูง และเป็นหุ้นที่ยังมีมูลค่า (Valuation) ต่ำ จากการที่ไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนมานานถึง 2 ปี

ด้านต่างประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ออกมาดี โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของสหรัฐฯ เดือน ก.ค. ขึ้นมาสูงสุดในรอบ 4 เดือน ยอดขายบ้านใหม่เดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ ในเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ารถยนต์และอะไหล่ที่เพิ่มขึ้น 1.3% ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังคงน่าสนใจลงทุน

จีน = = > รัฐบาลได้ส่งสัญญาณในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจถ้าหากเศรษฐกิจชะลอตัวมากไป ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตแบบชะลอตัว แต่ยังถือได้ว่าเติบโตได้ดีที่สุดในเอเชีย โดยรัฐบาลจีนคาดการณ์ว่าในปีนี้ GDP จีนจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 7.5% อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นจีนจะมีราคาต่ำแต่ยังคงได้รับแรงกดดันจากปัญหาภาคการเงินและมาตรการรัฐในการควบคุมเศรษฐกิจ จึงยังต้องมีความระมัดระวังในการลงทุน

ญี่ปุ่น = = > ชัยชนะจากการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะในด้านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วมากขึ้น และส่งผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น ทั้งนี้ โดยในปีนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุน จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่น จะเติบโตมากกว่า 30% ซึ่งน่าจะผลักดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวได้ถึงระดับ 16,000 จุด ในปีนี้

ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หรือต่างประเทศ ผู้ลงทุนจะต้องมีความเข้าใจถึงความเสี่ยงในการลงทุนจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นในประเทศนั้น ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ปัจจัยการเมือง และสภาพคล่องของตลาด นอกจากนี้ หากเป็นการลงทุนในต่างประเทศผู้ลงทุนจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย

ดังนั้น สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจ และการลงทุนอย่างใกล้ชิด ขอแนะนำให้เลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไทยและต่างประเทศ ที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซึ่งแต่ละบริษัทจัดการฯ จะมีกองทุนเสนอขายที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันไป เช่น กองทุนหุ้นไทย อาจเน้นลงทุนในหุ้นปันผล หรือลงทุนตามดัชนี SET100 หรือ SET50 กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่อาจมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P500 หรือเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว, กองทุนหุ้นจีน ที่อาจมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ Hang Seng Index หรือกองทุนหุ้นญี่ปุ่น ที่อาจมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นตามดัชนี Nikkei225 เป็นต้น โดยการจัดสัดส่วนการลงทุน แนะนำให้ใช้หลักการกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความหลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวจากการลงทุนในตลาดหุ้นใดตลาดหุ้นหนึ่งมากเกินไป