บอร์ดวีจีไอมีมติลดราคาพาร์จาก 1 บาท เหลือ 10 สตางค์ หวังเพิ่มสภาพคล่องหุ้นส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 3,300 ล้านหุ้น
นางศุภรานันท์ ตันวิรัช ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการเงิน บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ วีจีไอ (VGI) ผู้นำธุรกิจให้บริการเครือข่ายสื่อโฆษณาที่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตในยุคสมัยใหม่ ให้ข้อมูลว่าเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงราคาพาร์จากเดิม 1 บาท เหลือ 0.10 บาท หรือ 10 สตางค์ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนหุ้น เพิ่มจากเดิม 330 ล้านหุ้น เป็น 3,300 ล้านหุ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นที่ซื้อขายในกระดาน โดยบริษัทจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในเดือนก.ย.นี้ เพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติเรื่องนี้
ขณะเดียวกัน นางศุภรานันท์เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2556/2557 (เม.ย. - มิ.ย.) ของบริษัท ว่ามีรายได้รวม 861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 208 ล้านบาท หรือ 32% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 654 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสแรกเท่ากับ 308 ล้านบาทหรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.93 บาทต่อหุ้น
เธอกล่าวด้วยว่าปัจจัยสนับสนุนให้รายได้ของบริษัทเติบโต มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าโฆษณาทุกธุรกิจ ทั้งสื่อโฆษณาในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส สื่อโฆษณาในโมเดิร์นเทรด และสื่อโฆษณาในอาคารสำนักงาน โดยเฉพาะรายได้จากสื่อโฆษณาในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสในไตรมาสแรกนี้มีรายได้ถึง 415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนหรือคิดเป็นอัตราโต 35%
ทั้งนี้ สื่อโฆษณาในบีทีเอสเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท โดยการเติบโตของรายได้จากสื่อในบีทีเอสในไตรมาสแรกนี้ เติบโตจากการเพิ่มตู้โดยสารของรถไฟฟ้าบีทีเอส 35 ตู้ในรถไฟฟ้า 35 ขบวนที่เคยมี 3 ตู้ต่อขบวนเพิ่มเป็น 4 ตู้ต่อขบวน อีกทั้งยังมีรายได้เพิ่มจากการติดตั้งสื่อโฆษณาเพิ่มเติมในสถานีที่เดิมเคยมีผู้โดยสารน้อย แต่ในปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น ส่วนรายได้จากสื่อในโมเดิร์นเทรด สื่อในอาคารสำนักงานและสื่ออื่นๆ เติบโตขึ้นจากการขายพื้นที่โฆษณาภายใต้การบริหารจัดการได้เพิ่มมากขึ้น
ด้านนายมารุต อรรถไกวัลวที ประธานเจ้าหน้าที่บริหารวีจีไอ กล่าวว่าบริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้ไว้ที่ 30% อย่างไรก็ดีธุรกิจสื่อโฆษณาเป็นธุรกิจที่มักเติบโตสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเหลือ4.2% จากเดิมให้ไว้5.1% อาจกระทบต่อการเติบโตของงบประมาณโฆษณาของอุตสาหกรรมโดยรวมได้
"ปัจจุบันยอมรับว่าครึ่งปีหลังกังวลความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลกและการเมืองในประเทศบ้าง เห็นสัญญาณการชะลอตัวของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้บริษัทระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องนี้ และติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวให้แผนงานของบริษัทได้รับผลกระทบดังกล่าวน้อยที่สุด"









