วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีราคาส่งออกหดตัวเดือนที่2 ศก.คู่ค้าชะลอ

ผู้ส่งสินค้าทางเรือเผยดัชนีราคาส่งออกเดือนมิ.ย.หดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ผลพวงศก.คู่ค้าหลักชะลอตัว คาดปีนี้อาจโตแค่ 3% จากเดิมคาด 4.92%

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการส่งออกเดือนมิถุนายน 2556 ลดลง 3.38% หรือมีมูลค่า 19,098 ล้านดอลลาร์ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือนพฤษภาคม 2556 จึงทำให้การส่งออกในปีนี้ไม่ดีขึ้น เป็นผลมาจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ทั้ง จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป รวมทั้งอาเซียนชะลอตัว ประกอบกับราคาสินค้าทางการเกษตรโลกโดยรวมปรับตัวลดลง เห็นได้จากมูลค่ากลุ่มสินค้าเกษตรมีอัตราการเติบโตลดลง โดยเฉพาะข้าวหดตัวถึง 18.85% ขณะที่สินค้าอื่นก็ได้รับผลกระทบ อาทิ กลุ่มอุตสหกรรมเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งบ้าน หดตัวลง 40.58% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และเครื่องใช้ในครัวเรือนลดลง 12.34% จึงทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่า 113,304 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 0.95%

จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยลบจำนวนมาก ทางสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยจึงยังมองว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 3% หลังจากที่ก่อนนี้เคยคาดการณ์จะขยายตัว 4.92% เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยในช่วงที่เหลือของปี ส่งออกต้องมีมูลค่าการเฉลี่ยเดือนละ 20,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการได้จะทำให้การส่งออกปีนี้ต่ำกว่า 3% ได้ ซึ่งมีความเป็นห่วงสถานการณ์ส่งออกในไตรมาส 3 อาจจะไม่สดใส ทำให้การส่งออกอาจโตต่ำกว่า 3%

ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากมีผลกระทบต่อการส่งสินค้าไทยไปยังตลาดจีน เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าไปจีนสูงถึง 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะยางพารา เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และเม็ดพลาสติก จึงทำให้มองว่าการส่งออกสินค้าไทยไปจีนจะเติบโตเพียง 2% หรือมีมูลค่า 27,400 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 2.4% โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าไทยไปจีนติดลบ 3.6% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือน 13,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากรัฐบาลจะตั้งเป้าส่งออกไปจีนให้ได้ 2% การส่งออกไปจีนในครึ่งปีหลังต้องขยายตัวให้ได้ 12% หรือมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาคณะกรรมการและกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การส่งออกที่ชะลอตัวลงมาก จะส่งผลลบต่อศักยภาพของเอกชนไทย โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายกลางและเล็กที่จะมีกำไรต่ำลง บางรายต้องยอมขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งในอนาคตหากไม่ได้รับการแก้ไขผู้ส่งออกขนาดใหญ่ก็จะขาดศักยภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้น ภาครัฐต้องศึกษาผลวิเคราะห์ของนักวิชาการหรือข้อมูลที่มีอยู่ถึงสาเหตุของการส่งออกที่แท้จริงว่าเกิดจากปัจจัยใด และกลุ่มส่งออกไหนได้รับผลกระทบมากที่สุด เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด