วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมันรั่วฉุดท่องเที่ยวภาคตะวันออก

นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวฯเผยน้ำมันรั่ว ฉุดท่องเที่ยวภาคตะวันออกเสียหาย ต้องประเมินอีกครั้ง

นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ผลกระทบของเหตุการณ์น้ำมั่นรั่วที่เกิดขึ้นต่อเกาะเสม็ด ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวภาคตะวันออกเสียโอกาสทางธุรกิจไปค่อนข้างมาก เพราะปรกติในช่วงไตรมาส 3 จะได้อานิสงส์การเดินทางจากนักท่องเที่ยวย้ายจากฝั่งอันดามันซึ่งเข้าสู่ช่วงมรสุมมาท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยแทน ประกอบกับที่ผ่านมามีการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวภาคตะวันออกค่อนข้างมาก โดยในปี 2555 มีการเติบโตของนักท่องเที่ยวถึง 50% จากการรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ทั้งนี้ ประเด็นที่ผู้ประกอบการเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือกรณีที่มีการนำเสนอข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ จะทำให้เกิดความกังวลจากผู้ประกอบการต้นทางในต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดแถลงข่าวรายงานตามข้อเท็จจริงทางวิชาการอย่างเร่งด่วน เรื่องพื้นที่ๆ ได้รับผลกระทบ รวมถึงนโยบายในการแก้ไขจัดการปัญหา เพื่อทำให้คู่ค้าตลาดท่องเที่ยวในต่างประเทศ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศรับทราบถึงขอบเขตความเสียหาย ว่ามีพื้นที่ใดได้รับหรือไม่ได้ผลกระทบ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลลุกลามไปยังจังหวัดท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยอื่นๆ

ด้านนายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือว่าเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น แต่เกาะเสม็ดยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนและรัสเซียเข้ามาจำนวนมาก โดยการประกาศปิดอ่าวพร้าวเพื่อแก้ไขสถานการณ์อยู่ในปัจจุบัน ทำให้กรุ๊ปทัวร์ที่จองไว้และมีกำหนดจะเดินทางเข้ามาต้องชะลอการเดินทางไว้ก่อน โดยยังไม่มีการยกเลิกการจอง ดังนั้น จึงประเมินความเสียหายท่องเที่ยวว่าอาจไม่รุนแรงมาก หากได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 1 อาทิตย์ตามที่บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล ได้ประเมินไว้

ทั้งนี้ ตลอดปี 2555 จังหวัดระยองมีรายได้จากท่องเที่ยว 1.6 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากพื้นที่เกาะเสม็ดซึ่งเป็นจุดหมายหลักราว 40% ปัจจุบันมีโรงแรมและรีสอร์ทบนเกาะราว 40 แห่ง ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์นี้คาดว่าตลอดปี 2556 จะมีรายได้เติบโตอยู่ที่ 10-15% แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่ถือเป็นผลกระทบต่อธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดของชายหาดเกาะเสม็ด อาจจะต้องประเมินความเสียหายอีกครั้ง โดยขณะนี้ผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจในการควบคุมปัญหา เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญอย่างเช่นเรื่องทิศทางลมที่ส่งให้กลุ่มน้ำมันกระทบต่อเกาะเสม็ดโดยตรง และต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ปัญหาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ลุกลามและส่งผลเสียหายในวงกว้าง