เงินบาทอ่อนค่าปลายสัปดาห์ ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมืองในประเทศ
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคาร ก่อนเข้าสู่ปักษ์ใหม่ของการสำรองสภาพคล่องในวันพุธ ในขณะที่มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือนด้วย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 29 ก.ค.- 2 ส.ค. 2556 คาดว่าจะมีการทยอยไหลกลับเข้ามาของสภาพคล่องหลังผ่านสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.50% ขณะที่จุดสนใจของตลาด คงอยู่ที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 30-31 ก.ค. นี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.48% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 3.44% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยทรงตัวในวันอังคาร ก่อนปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงขายจากนักลงทุน ท่ามกลางการประมูลพันธบัตรใหม่ที่มีการตอบรับที่ไม่ดีนัก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.57% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.48% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ หลังข้อมูลภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมาค่อนข้างแย่ ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ หลังข้อมูลยอดขายบ้านใหม่ออกมาดี ขณะที่ผลการประมูลพันธบัตรใหม่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี หลังข้อมูลตลาดแรงงานรายสัปดาห์ออกมาน่าผิดหวัง
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทเคลื่อนไหวอย่างผันผวน โดยเงินบาทขยับแข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ และแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ หลังข้อมูลยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐฯ ร่วงลงมากเกินคาดในเดือนมิ.ย. (ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อจังหวะเวลาการเริ่มลดขนาดการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ) อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับไปอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ หลังข้อมูล PMI เบื้องต้นของจีนในเดือนก.ค. ออกมาน่าผิดหวัง สวนทางยอดขายบ้านใหม่เดือนมิ.ย.ของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดรอบ 5 ปี
ในวันศุกร์ (26 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.12 เทียบกับระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (19 ก.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (29 ก.ค.-2 ส.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.90-31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตากระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนรับผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (30-31 ก.ค.) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิต ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขตชิคาโกเดือนก.ค. ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย รายจ่ายด้านการก่อสร้าง ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคลเดือนมิ.ย. ดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ค. รายงานจีดีพีประจำไตรมาส 2/2556 (ครั้งที่ 1) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ จากจังหวะที่ยังไม่แน่นอนของช่วงเวลาเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการ QE ของเฟด นอกจากนี้ เงินยูโรยังมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ค.ของยูโรโซนที่แข็งแกร่งอีกด้วย โดยดัชนีคอมโพสิต PMI ของยูโรโซน (เบื้องต้น) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน (และเหนือระดับ 50 ซึ่งนับว่าเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนการขยายตัว) ขณะที่ ผลสำรวจของสถาบัน Ifo บ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจของเยอรมนี ปรับตัวขึ้นดีเกินคาดเล็กน้อยอีกด้วย
เงินเยนแข็งค่าเกือบตลอดสัปดาห์ โดยเงินเยนขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ หลังผลการเลือกตั้งสภาสูงของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ และพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ กระแสความไม่แน่ใจในจังหวะการถอนมาตรการ QE ของเฟด หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศในระหว่างสัปดาห์มีทิศทางปะปน ก็เป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (26 ก.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3269 เทียบกับ 1.3142 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (19 ก.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 98.55 เทียบกับ 100.64 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,476.71 จุด ลดลง 0.35% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 18.01% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 51,085.74 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 403.29 จุด ลดลง 2.72% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มสื่อสารและกลุ่มธนาคาร ประกอบกับการที่นายกรัฐมนตรีจีน ออกมาระบุว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ 7% เป็นระดับต่ำสุดที่ยอมรับได้นั้น ได้สร้างมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุน ก่อนที่จะปรับร่วงลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมือง อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับจากนักลงทุน หลังจากที่ตลาดหุ้นปรับร่วงลงแรงในช่วงก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 29 ก.ค.- 2 ส.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวน จากปัจจัยการเมืองในประเทศ รวมทั้งผลการประชุมเฟด ขณะที่ต้องจับตารายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จีดีพี ไตรมาส 2/56 และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,437 และ 1,420 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,497 และ 1,519 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ทรงตัว โดยได้รับแรงพยุงจากผลประกอบการที่ออกมาค่อนข้างดี โดยเมื่อวันพฤหัสบดีดัชนี DJIA ปิดที่ 15,555.61 จุด เพิ่มขึ้น 0.05% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างดี ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพุธ โดยมีแรงขายทำกำไร หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสู่ระดับสูงสุดใหม่ กระนั้นก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อในวันพฤหัสบดี รับผลประกอบการบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีที่ออกมาดี
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับลดลง หลังค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่า โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,129.98 จุด ลดลง 3.15% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ตอบรับชัยชนะของพรรค LDP ของนายอาเบะที่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาสูงได้ ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ หลังเครื่องชี้ภาคการผลิตจีนออกมาแย่ และผลประกอบการบริษัทญี่ปุ่นที่น่าผิดหวัง รวมทั้งการที่เงินเยนกลับมาแข็งค่า









