การทำตลาดครึ่งปีหลัง 2556 เต็มไปด้วย "ปัจจัยเสี่ยง" จากภาวะเศรษฐกิจ-กำลังซื้อชะลอตัว ขณะที่"การแข่งขัน"ในธุรกิจทุกแขนงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะสมรภูมิ "ธุรกิจแฟชั่นเมืองไทย" เป็นสนามประชันฝีมือ!! ของผู้เล่นทั่วโลก ผู้ประกอบการจะ "ตั้งรับ" หรือ "เปิดเกมรุก" บนความเสี่ยงที่ยังมี "โอกาส" มหาศาลนี้อย่างไร
"อาเซียน คือ เป้าหมายของการขยายตลาดจากนี้ โดยใช้ไทยเป็นฐานหลัก เชื่อมโยงการทำตลาดในภูมิภาค สำคัญคือการเตรียมพร้อมองค์กร บุคลากร และช่องทางที่จะก้าวออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ"
อุทัยวรรณธีรวชิรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิคเทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์แฟชั่น กล่าวถึงแผนเปิดตลาดอาเซียนว่า ขณะนี้ได้ทยอยดำเนินการจดเครื่องหมายการค้าของ "ทุกแบรนด์" ในกลุ่มเออีซี อาทิ พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม ฯลฯ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิด "รีเทลช็อป" ในประเทศนั้น ควบคู่ไปกับเจรจา "คู่ค้า" ทั้งพันธมิตรธุรกิจในไทย เช่น กลุ่มเซ็นทรัลที่มีแผนขยายเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง "ยูนิคเทรดดิ้ง" สามารถขยายตลาดร่วมไปด้วยได้ รวมทั้งคู่ค้าประเทศนั้นๆ เพื่อเปิดเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า
ยูนิคเทรดดิ้ง เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง เชี่ยวชาญในธุรกิจรองเท้ามากว่า 30 ปี เป็นเจ้าของแบรนด์ดาร์เต้ และมาเรีย เปีย และนำเข้าแบรนด์แฟชั่น "โรเทลลี่" จากอิตาลี ปัจจุบันมีรายได้หลักจากการทำตลาดในประเทศ 90% ส่งออก 10% ไปยังประเทศในยุโรป และเอเชีย ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ปั้น'รีเทลช็อป'สร้างเชนสโตร์
ยุทธศาสตร์ธุรกิจของยูนิคเทรดดิ้ง มุ่งขยาย "รีเทลช็อป" หรือ ร้านค้าปลีกของตนเอง ไม่เพียงเป็นช่องทางกระจายสินค้าที่สำคัญ แต่ยังเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารและสร้างแบรนด์ สะท้อนภาพลักษณ์ธุรกิจสู่ลูกค้าเป้าหมายที่เปี่ยมประสิทธิภาพ เทียบการวางจำหน่ายท่ามกลางแบรนด์คู่แข่งจำนวนนับร้อยในแผนกรองเท้า ยากที่จะสร้างความโดดเด่น
"เดิมธุรกิจเน้นระบบฝากขาย มีทีมขายโชห่วยในจังหวัดต่างๆ แต่เลิกไปเพราะเครดิตมีปัญหา และหันมาเริ่มทำร้านค้าปลีกของตัวเองชดเชยยอดขายและระบบค้าขายแบบเดิม เป็นการปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมลูกค้าทุกวันนี้เข้าห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าหมดแล้ว สินค้าแฟชั่นต้องมาที่นี่เท่านั้น โมเดลร้านค้าปลีกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแม้วางขายในห้างแต่เราก็ไม่สามารถสร้างแบรนด์ได้โดดเด่นเท่าพื้นที่ของตนเอง"
จะเห็นว่าแทบทุกแบรนด์แฟชั่นมุ่งสู่โมเดล "รีเทลช็อป" ด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อสามารถบริหารจัดการพื้นที่ขาย แบรนด์ในเครือที่สร้างความหลากหลายได้ในช็อปเดียว ต่อเนื่องถึงการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ การทำกิจกรรมทางการตลาด ส่งเสริมการขาย "คล่องตัว" และเปี่ยมประสิทธิภาพกว่า
ปัจจุบันยูนิคเทรดดิ้ง มีช่องทางการจัดจำหน่ายรวม 150 แห่งทั่วประเทศ เป็นรีเทลช็อป "ดาร์เต้" 40 แห่ง อีก 110 แห่งเป็นจุดขายในแผนกรองเท้าในห้างสรรพสินค้า ปีนี้มีแผนเปิดช็อปใหม่เพิ่ม 10 แห่ง ขยายจุดขายเพิ่ม 10 แห่ง โดย "ร้านค้าปลีก" หรือ รีเทลช็อป จะเป็นโมเดลหลักในการทำตลาดภูมิภาคอาเซียนเช่นเดียวกัน
"จ้างผลิต" ลดเสี่ยงต้นทุน
นอกจากนี้ ยังลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ ด้วยการ "จ้างผลิต" โดยมีโรงงานเครือข่าย 7 แห่ง ในไทย 3 แห่ง และต่างประเทศ 4 แห่ง เป็นการสร้างความหลากหลายเชิงผลิตภัณฑ์จากการเลือกคู่ค้า เทียบลงทุนโรงงานเองอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของ "ไลน์ผลิต" นับเป็นกลยุทธ์สำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจขยายตัวได้อย่างมีศักยภาพ มุ่ง "การตลาด" เป็นหลัก
อุทัยวรรณ กล่าวต่อว่า เมื่อธุรกิจคล่องตัวนำสู่การขยายเครือข่ายสาขาในแบบ "เชนสโตร์" เพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น ต้องบริหาร "ตัวแปรทางการตลาด" ทั้งคู่แข่ง ไลฟ์สไตล์ลูกค้า รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ ด้วยการ "กระตุ้นการขาย" มากขึ้น ผ่านกลยุทธ์การตลาด 360 องศา ตั้งแต่การพัฒนาสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้น การพัฒนากิจกรรมการตลาดแปลกใหม่ ยกตัวอย่าง ธุรกิจครบรอบ 30 ปีครั้งนี้ได้จัดแคมเปญส่วนลด 50% ให้กับลูกค้าทุกวันที่ 30 ของเดือนยาวตั้งแต่เดือน มิ.ย.-พ.ย.นี้ คาดว่าปีนี้จะปิดยอดขาย 650-700 ล้านบาท และขยับเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า
'แบรนด์ไทย'แกร่ง...สู้ศึกแฟชั่นทั่วโลก
"อาเซียน" เป็นโอกาสและความได้เปรียบของ "แบรนด์แฟชั่นไทย" ต่อก้าวรุกเปิดตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อกว่า 600 ล้านคน
"ผู้ประกอบการไทยสร้างแบรนด์เก่ง มีกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และการแข่งขันในหลายระลอกที่ผ่านมาบ่มเพาะความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพร้อมบุกตลาดและมีโอกาสชนะคู่แข่งสูง" ปิยะ ธนากิจอำนวย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต จำหน่าย และนำเข้าแบรนด์แฟชั่น กล่าว
สะท้อนได้จากตลาดแฟชั่นเมืองไทยในปัจจุบัน กองทัพ "แบรนด์ระดับโลก" บุกเข้ามาไม่น้อย ไม่ว่ายูนิโคล่ ซารา เอชแอนด์เอ็ม แต่กลับไม่สะเทือน "โลคัลแบรนด์" อย่าง เอทูแซด และเวิร์คชอป รวมทั้งแบรนด์ไทยจำนวนมาก ต่างปรับกลยุทธ์ ตำแหน่งทางการตลาด วางคาแรคเตอร์ของแบรนด์ชัดเจน สร้างพลังของฐานลูกค้าประจำ หนุนการเติบโตของยอดขายท่ามกลางคู่แข่งข้ามชาติที่มาแบบสเกลใหญ่!!
"เอทูแซด" เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่พลิกกลยุทธ์จากการทำช็อปสเกลเล็ก 200 ตร.ม. หันมาเน้นช็อปขนาดใหญ่ 1,000-2,000 ตร.ม. สามารถดิสเพลย์สินค้าได้แบบจัดเต็ม เรียกความสนใจจากแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายได้ดีกว่า!!
เช่นเดียวกับแบรนด์ "เวิร์คชอป" หัวหอกในการขยายของกลุ่มรีโน ปรับกลยุทธ์ในทิศทางเดียวกัน และจะใช้เป็นโมเดลในการบุกตลาดอาเซียน และเอเชีย
"ช็อปขนาดใหญ่จะเป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์เอทูแซด และเวิร์คชอปในตลาดต่างประเทศ เช่นเดียวกับเมืองไทยที่จุดขายกว่า 600 แห่งที่ผ่านมาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างดี"
เป้าหมายของกลุ่มรีโน ใน 10 ปีข้างหน้า ต้องการนำพาแบรนด์ไทย เอทูแซด และเวิร์คชอป ก้าวสู่ริจินัลแบรนด์ พร้อมมองยาวไปอีก 20 ปีข้างหน้าจะขยายตลาดคลุมภูมิภาคเอเชียเลยทีเดียว หมายความว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น จะมีแบรนด์สัญญาชาติไทยเข้าไปช่วงชิงตลาด ด้วยความ "ได้เปรียบ" เป็นอย่างมาก จากรูปแบบสินค้า ไซส์ รสนิยม เรียกว่าไม่ต้องปรับมากเท่ากับแบรนด์ฟากอเมริกา ยุโรป
ขณะที่แต่ละประเทศยังพบว่า "ไม่มีผู้นำ" อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการที่รุกตลาดได้ก่อนย่อมได้เปรียบ









