เมย์แบงก์กิมเอ็ง คาดจีดีพีปีนี้อยู่ระดับ 4.5% แนะรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ คงเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,550 จุด
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET คาดการณ์ว่าจีดีพีจะโตอยู่ที่ประมาณ 4.5% จากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา แต่สัญญาณการฟื้นตัวนั้นเริ่มที่จะทรงตัวแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มองว่าเป็นการลงทุนที่จำเป็น แต่เชื่อว่าคงจะยังไม่เห็นความชัดเจนในปีนี้ แต่หากมีการเริ่มลงทุนในปีหน้าจะสามารถช่วยกระตุ้นจีดีพีให้เพิ่มสูงขึ้นได้มากพอสมควร อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังในเรื่องของหนี้สาธารณะที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้
"ในปีหน้าคงต้องรอ 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อมาเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตัวเลขจีดีพีโตกว่าปีนี้ได้ แต่ที่สำคัญการลงทุนจะต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพื่อรักษาหนี้สาธารณะไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ไม่ใช่การลงทุนในครั้งเดียว หรือปีเดียว ซึ่งเป็นการลงทุนที่อยู่ในกรอบระยะเวลา 7 ปี ซึ่งลงทุนเฉลี่ยแล้วปีละ 3 แสนล้านบาท ก็เป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงจนเกินไป เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลงทุนในส่วนนี้" นายสุกิจ กล่าว
ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทยังคงเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่1,550 จุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ในช่วงต้นปี โดยภาวะตลาดในช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องติดตามในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งตลาดจะมีความผันผวนอีกพอสมควรเพื่อหาจุดสมดุลใหม่ นักลงทุนยังคงต้องรอดูการแถลงผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมาในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ส่วนในไตรมาสที่ 4 คาดว่าตลาดจะเริ่มนิ่งขึ้นจากการสะท้อนปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่ดีขึ้น
ส่วนการประมาณการผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth)เติบโต 20% โดยในตอนนี้อาจจะมีการประเมินปรับลดลงเล็กน้อยในบางกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มปิโตรเคมี ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจจะมีความล่าช้าในการส่งมอบโครงการในปีนี้ กลุ่มธนาคาร ที่มีความเสี่ยงตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ที่ลดน้อยลง ส่วนในกลุ่มของพลังงานและการสื่อสาร ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่ดีในปีนี้









