บลจ.ทิสโก้ คงเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,650 จุด ประเมินส่งออกช่วยหนุนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บลจ.ทิสโก้ยังคงเป้าหมายดัชนีตลาหุ้นไทยในปีนี้อยู่ที่ 1,650 จุด เนื่องจากแนวโน้มของแรงขายต่างชาติเริ่มมีความเบาบางลง และตลาดหุ้นไทยในปีนี้ดัชนีได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วอยู่ที่ 1,350 จุด ประกอบกับ ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากการผลประกอบการขอบริษัทจดทะเบียนในประเทศในไตรมาส 2/56 และเริ่มเข้าสู่ช่วงการจ่ายเงินปันผลในช่วงกลางปี นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคมนี้จะมีการผลักดันโครงการภาครัฐมากขึ้นและใช่วงปลายปีจะมีกองทุน LTF และ RMF เข้ามาช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยอีกแรง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 13.5 เท่า ณ ดัชนี SET ที่ 1,400 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากยังมีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันดอกเบี้ยถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย บลจ.ทิสโก้ มองว่ามีความเสี่ยงในการปรับลดลงมากกว่าการปรับขึ้น ซึ่งต้องมีการพิจารณาถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศที่ขณะนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้มีการปรับตัวเลขคาดการณ์ GDP จาก 5% ลดลงเหลือ 4% ซึ่งหากแนวโน้มเศรษฐกิจในประทศขยายตัวต่ำกว่า 4% เชื่อว่าจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งลงเหลือ 2.25% จาก 2.50%
นายสาห์รัช กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลังจะมีแรงหนุนช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น จากเศรษฐกิจในสหรัฐและญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่การบริโภคในประเทสคาดว่าจะยังมีการชะลอตัว เนื่องจากโครงการภาครัฐที่กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศหมดลงแล้ว ทำให้ความต้องการซื้อภายในประเทศหายไป
สำหรับการลงทุนในทองคำ แนะนำให้นักลงทุนอย่าคาดหวังสูงมาก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของทองคำนั้นไม่สูงเหมือนในอดีตที่ให้ผลตอบแทน 20% และราคาทองคำก็มีแนวโน้มของการ sideway และอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการลงทุน หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและญี่ปุ่น ส่วนเศรษฐกิจยุโรปแม้จะยังไม่ดีขึ้นมากแต่ก็ไม่ย่ำแย่ไปกว่าเดิม และตลาดเอเชียเป็นตลาดที่มีเศรษฐกิจเติบโตดีอยู่แล้ว ทำให้นักลงทุนจึงหันมาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมาก เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าทองคำและมีสภาพคล่องที่ดีกว่า









