กพช.ปรับเป้าพลังงานทดแทน ซื้อไฟเพิ่ม 4,700 เมกะวัตต์ ทั้งพลังงานก๊าซชีวภาพ จากหญ้าเนเปียร์ พลังงานโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอาคาร
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วานนี้ (16 ก.ค.) ได้ปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (ปี 2555-2564) หรือ AEDP ใหม่ โดยเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นทุกประเภททั้งพลังงานก๊าซชีวภาพ จากหญ้าเนเปียร์ พลังงานโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอาคาร พร้อมกำหนดอัตรารับซื้อไฟราคาพิเศษ และเร่งรัดสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้
สำหรับเป้าหมายใหม่ในการใช้พลังงานทดแทน เพื่อผลิตไฟฟ้านั้น นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กพช.มีมติให้ขยายการรับซื้อเพิ่มอีก 4,726 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายเดิม 13,927 เมกะวัตต์ ในทุกประเภท ทั้งพลังงานลม แสงอาทิตย์ พลังงานจากขยะ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ
"การเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน และสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ สำหรับการเปิดรับข้อเสนอขายไฟฟ้ารายใหม่ จะใช้รูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ตามปริมาณรับซื้อที่จะมีการประกาศเป็นรายเชื้อเพลิงตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป "
สำหรับก๊าซชีวภาพ เพิ่มขึ้นจากเดิมมากที่สุด 3,000 เมกะวัตต์ เป็นการปรับเพิ่มจากพืชพลังงานโดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ซึ่งกระทรวงพลังงานจะจัดตั้งต้นแบบโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 12 โรง กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบ และขยายผลไปสู่ เป้าหมายต่อไป
ส่วนพลังงานลมที่ปรับเป้าหมายรับซื้อเพิ่ม เป็นเพราะผลการสำรวจล่าสุด พบว่ามีพื้นที่ในหลายจังหวัด ที่มีศักยภาพ อาทิ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี ระนอง สุราษฎร์ธานี
พลังงานแสงอาทิตย์ที่ปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้น 1,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับแผนส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร กำหนดเป้าหมาย 200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นบ้านอยู่อาศัย 100 เมกะวัตต์ และอาคารธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่อีก 100 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนอีก 800 เมกะวัตต์
โดยที่ประชุม กพช. เห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FIT สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ระยะเวลาสนับสนุน 25 ปี แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัย ขนาดกำลังผลิตติดตั้งน้อยกว่า 10 กิโลวัตต์ อัตรา FIT 6.96 บาทต่อหน่วย กลุ่มอาคารธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกำลังผลิต 10-250 กิโลวัตต์ อัตรา FIT 6.55 บาทต่อหน่วย กลุ่มอาคารธุรกิจขนาดกลาง -ใหญ่ ขนาดกำลังผลิต 250-1,000 กิโลวัตต์ อัตรา FIT 6.16 บาทต่อหน่วย มาตรการสนับสนุนดังกล่าวกระทบค่าไฟฟ้า 0.5 สตางค์ต่อหน่วย
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้า รวมถึงหลักเกณฑ์และการออกประกาศเชิญชวน พร้อมกำหนดอัตราการลดหย่อนค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับกลุ่มบ้านอยู่อาศัย
สำหรับการส่งเสริมให้ชุมชนผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ชุมชน 800 เมกะวัตต์นั้น โดยให้กระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติในการผลักดันโครงการดังกล่าว โดยกระทรวงพลังงานกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าพิเศษให้กับชุมชนที่เข้าโครงการ โดย ปีที่ 1-3 ระบบ FIT อัตรา 9.75 บาทต่อหน่วย ปีที่ 4-10 อัตรา 6.50 บาทต่อหน่วย ปีที่ 11-25 อัตรา 4.50 บาทต่อหน่วย โดยจะให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2557 คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2557
"การสนับสนุนโครงการนี้ จะกระทบต่อค่าไฟฟ้าประมาณ 3.63 สตางค์ต่อหน่วย แต่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนตลอด 25 ปี ประมาณ 79.5 ล้านบาทต่อชุมชน แบ่งเป็นในปีที่ 1-3 จำนวน 2.04 ล้านบาทต่อชุมชนต่อปี ปีที่ 4-10 จำนวน 1.97 ล้านบาทต่อชุมชนต่อปี และในปีที่ 11-25 จำนวน 3.97 ล้านบาทต่อชุมชนต่อปี "
โดยที่ประชุมให้กำหนดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแต่ละปีให้ชัดเจน และกำหนดวันเริ่มซื้อขายไฟให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแต่ละประเภทเชื้อเพลิง รวมถึงสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (แผนพีดีพี) พร้อมกับเห็นชอบให้ กกพ. ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หลักเกณฑ์และการออกประกาศเชิญชวน กำกับดูแลขั้นตอนการคัดเลือก รวมถึงการเร่งรัดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามเป้าหมาย AEDP และรายงานผลให้กระทรวงพลังงานทราบเป็นรายไตรมาส
รวมทั้งให้ กฟผ.ร่วมกับ กกพ. แก้ไขปัญหาต่างๆ รองรับการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโครงการพลังงานหมุนเวียน ที่มีสัญญาซื้อขายแล้วอย่างเร่งด่วนและรายงานผลให้ กพช. ทราบ พร้อมให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จัดทำแผนการลงทุนระบบส่งไฟฟ้าและระบบจำหน่ายไฟฟ้า รองรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยนำเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Smart Grid มาประกอบการจัดทำ ขณะเดียวกันให้ กกพ. เร่งรัดออกใบอนุญาตสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และรายงานผลต่อกพช.
"การวางมาตรการดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้รายงานปัญหา อุปสรรค อาทิ ปัญหาการเสนอขายไฟฟ้าเกินเป้าหมายตามแผน AEDP กำหนดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าและวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแต่ละปีไม่สอดคล้องกับแผน พีดีพี ปัญหาความล่าช้าในการออกใบอนุญาต "
สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าภาคใต้นั้น เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มชั่วโมงการเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่เต็มกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ และเปิดให้ใช้น้ำมันปาล์มผลิตไฟฟ้าในสัดส่วน 10% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเตา เพื่อลดปัญหาการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากมีวัตถุดิบในพื้นที่ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ให้ถือเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และมอบหมายให้ กกพ. คำนวณต้นทุนต่อไป









