"มอร์นิ่งสตาร์"เผยไตรมาสที่2/56 เงินไหลเข้า กองทุนประหยัดภาษี กว่า 1.04 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ไหลเข้ากองทุนหุ้น เหตุตลาดปรับตัวแรง!
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตัวเลขประมาณการของเงินไหลเข้าออกของกองทุนประหยัดภาษีในช่วงครึ่งแรกของปี 56 นั้น มียอดเงินไหลออกประมาณ 2,727.06 ล้านบาท โดยเป็นเงินไหลออกจากกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ประมาณ 8,216.22 ล้านบาท และเป็นยอดเงินไหลเข้ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ประมาณ 5,489.16 ล้านบาท แต่จะเห็นว่าในไตรมาสที่ 2/56 ที่ผ่านมานั้น จะมียอดเงินไหลเข้าในกองทุนทั้ง 2 ประเภท รวมกันประมาณ 10,417.47 ล้านบาท
แบ่งเป็นไหลเข้ากองทุน LTF ประมาณ 5,590.51 ล้านบาท และกองทุน RMF ประมาณ 4,826.96 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นจะเป็นเป้าหมายของเงินทุนไหลเข้าในช่วงไตรมาสที่ 2/56 ซึ่งเป็นจังหวะที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงมาค่อนข้างมากสะท้อนให้เห็นถึงนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่เห็นช่วงจังหวะดังกล่าวเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุน ซึ่งถือเป็นพัฒนาการในเชิงบวกของนักลงทุนไทยที่มีมุมมองการลงทุนในระยะยาวมากขึ้นและแสดงให้เห็นถึงความเข้าในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนที่มีต่อกองทุนทั้ง 2 ประเภท ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
"ตัวเลขเงินไหลเข้าในไตรมาสที่ 2/56 ของกองทุนประหยัดภาษีในครั้งนี้ ถือเป็นสถิติสูงสุดของกองทุนทั้ง 2 ประเภทนับตั้งแต่จัดตั้งมา โดยในส่วนของกองทุน LTF มีเงินไหลเข้ากองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้น 100% มากกว่า 4,530.24 ล้านบาท และกองทุน LTF70/30 อีก 1,498.09 ล้านบาท ในขณะที่มีเงินไหลออกจากกองทุน LTF ที่ใช้อนุพันธ์ 437.83 ล้านบาท เช่นเดียวกับกองทุน RMF ก็มีเงินไหลเข้ากองทุน RMF-หุ้นมากสุด 5,380.10 ล้านบาท และกองทุน RMF-ผสม 340.31 ล้านบาท ในขณะที่มีเงินไหลออกจากกองทุน RMF-ตราสารหนี้และอื่นๆ 664.39 ล้านบาท และ 229.06 ล้านบาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตามจากสถิติในปีที่ผ่านมาเชื่อว่ายังจำนวนเงินลงทุนอีกไม่น้อยกว่าที่ยังคงรอจังหวะเข้าซื้อในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เช่นเดียวกัน"
นายกิตติคุณ ยังกล่าวอีกว่า ในไตรมาสที่ 2/56 ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของกองทุนจะลดลงไปกว่าครึ่งจากสิ้นไตรมาสที่1/56 แต่ก็ต้องยอมว่ากองทุนหุ้นที่ลงทุนในไทยทั้ง 2 กลุ่มยังคงทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นอย่างดีและดีกว่าทุกกลุ่มโดย กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี 8.49% และ 8.28% ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มกองทุนหุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนแตกต่างกันออกไป โดยในส่วนของกองทุนหุ้นโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.64% ซึ่งส่วนใหญ่เน้นลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น ขณะที่กลุ่มกองหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) นั้นผลงานไม่ดีเท่าไรให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -8.83% รวมทั้งกองหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -4.47%
ในส่วนของกลุ่มกองตราสารหนี้ต่างประเทศได้รับผลกระทบจากความกังวลในเรื่องการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐ ทำให้กองตราสารหนี้โลกและกองตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่มีผลงานที่ไม่ค่อยดีนัก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -1.61% และ -4.98% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มตราสารหนี้ในประเทศทำผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1%
"สำหรับกลุ่มกองทุนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดได้แก่กลุ่มกองทุนทองคำโดยมีผลตอบแทนติดลบสูงถึง -26.48% ซึ่งก็สอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา จากที่เคยสูงระดับ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลงมาอยู่ต่ำกว่า 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในปัจจุบัน"









