โบรกเกอร์ลดเป้ากำไรกลุ่มที่อยู่อาศัย 9 บริษัท คาดกำไรปีนี้ลดเหลือ 2.7 หมื่นล้านบาท โต 18% จากเดิมประเมิน 21% เหตุเศรษฐกิจชะลอกำลังซื้อลดลง
นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย (SPALI) กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างประเมินภาพรวมผลประกอบการในปี 2556 เนื่องจากเห็นสัญญาณของกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดพื้นที่เป็นเขตเกษตรกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่ภาครัฐประกาศลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเหลือ 1.2 หมื่นบาท ทำให้ผู้บริโภคที่เคยสนใจจะซื้อที่อยู่อาศัยมีการชะลอการตัดสินใจทันที ทำให้ยอดขายได้รับผลกระทบบางส่วน ขณะเดียวกันปัญหาตัวเลขสินเชื่อที่ไม่ผ่านการอนุมัติจากสถาบันการเงินมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้น ของบริษัทอยู่ที่ 10% จากเดิม 7%
"บริษัทคงต้องทบทวนเป้าหมายยอดขายอีกครั้ง หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอของกำลังซื้อ โดยเฉพาะต่างจังหวัดบางแห่ง เพราะได้รับผลกระทบจากการลดวงเงินรับจำนำข้าว เกษตรกรที่เคยตัดสินใจจะซื้อบ้านก็ชะลอการตัดสินใจลง อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการครึ่งปีแรกอาจจะชะลอตัว แต่ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เพราะตามแผนบริษัทคาดว่าครึ่งปีหลังจะมียอดรับรู้รายได้เข้ามามากกว่าครึ่งปีแรกอยู่แล้ว และคาดว่าทั้งปีก็น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้" กรรมการผู้จัดการกล่าว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดกำไรปีนี้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย 9 แห่ง เหลือ 2.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 18% จากเดิมคาดโต 21% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้กำลังซื้อลดลง มีความเสี่ยงเพิ่มจากการก่อสร้างล่าช้าทั้งแนวราบและคอนโด ทั้งนี้ 9 บริษัทมีงานรอรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง รวม 1.13 แสนล้านบาท
"ฝ่ายวิจัยมองแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2/2556 โดยรวมประเมินว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาส 1/2556 จากแรงหนุนของการเริ่มบันทึกรายได้จาก งานคอนโดมิเนียม เช่น บริษัท แอล.พี.เอ็น. (LPN) บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) ขณะที่บริษัทอื่นจะเริ่มมีแรงหนุนจากงานคอนโดมิเนียมในช่วงไตรมาส 3/2556 และมีบริษัท ศุภาลัย (SPALI) ต้องรอถึงไตรมาส 4/2556 จึงจะมีแรงหนุนจากคอนโดมิเนียม" นักวิเคราะห์กล่าว
เขากล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้คงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มที่อยู่อาศัยเท่ากับตลาด หลังจากที่ได้มีการปรับลดน้ำหนักของกลุ่มลง จาก มากกว่าตลาด ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นของกลุ่มขึ้นไปถึงจุดสูงสุด และใกล้ราคาเป้าหมายในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา และเกิดแรงขายทำกำไรหลังการประกาศผลประกอบการของปี 2555 สำหรับช่วงที่เหลือของปีปรับลดตัวคูณของกลุ่ม เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มในปีนี้ลง
รวมทั้งมีการปรับราคาเป้าของกลุ่มลงในช่วง 0-27% โดยเลือกหุ้นพฤกษา ( PS) และ หุ้นควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม สาเหตุที่คงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย เท่ากับตลาด ประเมินว่ายอดขายใหม่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว ช่วงที่เหลือของปีและจะเริ่มเห็นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยชะลอตัว ทั้งในกลุ่มที่เป็น โครงการประเภทแนวราบ และกลุ่มเก็งกำไรคือกลุ่มคอนโดมิเนียม โดยเป็นผลมาจากการคาดการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและความกังวลต่อการปล่อยสินเชื่อทั้งในกลุ่มของตลาดระดับกลางและระดับล่าง
กลุ่มที่ขอสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยเป็นความเสี่ยงด้านผู้บริโภค ขณะที่ด้านผู้ประกอบการ คาดว่า การควบคุมการก่อสร้างให้ได้ตามเวลา จะเป็นปัจจัยที่กดดันประมาณการรายได้และกำไรในปีนี้ โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณของความล่าช้าในการก่อสร้างทั้งในโครงการแนวราบและโครงการคอนโดมิเนียม
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เคจีไอ กล่าวว่า ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในงวดไตรมาส 2/2556 น่าจะมีทั้งดีและแย่ และขึ้นอยู่กับยอดรอรับรู้รายได้ ในมือของแต่ละบริษัทสำหรับผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่จะปรับตัวดีขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน ได้แก่ บริษัท เอพี (AP), บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท แอล.พี.เอ็น. และ บริษัท แสนสิริ (SIRI) ขณะที่บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ และ บริษัท ศุภาลัย (SPALI) น่าจะมีกำไรลดลง หากเทียบกับไตรมาส 1/2556
"ผลประกอบการของผู้ประกอบการอสังหาฯ ส่วนใหญ่ จะแข็งแกร่งในครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากงานในมือมีกำหนดเสร็จพร้อมโอนในช่วงดังกล่าว ถึงแม้ว่ากำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1/2556 จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 14% ของประมาณการทั้งปีของเราเท่านั้น แต่ยังคงประมาณการกำไรสุทธิในปีนี้ของกลุ่มเอาไว้ที่ 2.52 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 23.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็น 1.569 แสนล้านบาท และอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดลงเหลือ 20% จาก 23%" นักวิเคราะห์กล่าว
เขากล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอสังหาฯ ส่วนใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตของรายได้ยังคงสดใส จากยอดงานในมือที่อยู่ในระดับที่สูง ทั้งนี้บริษัท แสนสิริ มียอดงานในมือมากที่สุด ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 2 เท่าของรายได้ปี 2555 ในขณะที่ยอดงานของบริษัท เอพี, บริษัท แอล.พี.เอ็น., บริษัท พฤกษา และบริษัท ศุภาลัย แข็งแกร่งเช่นกัน โดยสูงเกินกว่า 1 เท่า ของรายได้ปี 2555 ซึ่งเกินพอที่จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นในปี 2556
อย่างไรก็ตาม บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ น่าจะมียอดงานในมือต่ำกว่าคู่แข่ง เนื่องจากใช้กลยุทธ์สร้างก่อนขาย ทั้งนี้ คาดว่ารายได้จากงานในมือของบริษัทในกลุ่ม คิดเป็น 73% ของประมาณการรายได้ปี 2556
ฝ่ายวิจัยคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยในระยะยาว เนื่องจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ราคาหุ้นปรับลดลงจากความไม่แน่นอนในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่อสังหาฯ แต่เราเชื่อว่าตลาดกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับมาตรการของ ธปท. และฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ ซึ่งเป็นตัวฉุดราคาหุ้นให้ตกลงมา ทั้งนี้ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นมา ราคาหุ้นของหุ้นอสังหาฯ 7 ตัว ที่ดูแลอยู่ ได้ปรับลดลงโดยเฉลี่ย 13% ซึ่งทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มตอนนี้ ถือว่าสมเหตุสมผล และคุ้มค่า สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะเข้าสะสมหุ้นดีๆ









