วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCC : ซื้อ

กำไรโตต่อเนื่อง

ประเด็นการลงทุน


ผลประกอบการของ SCC มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยกำไรไตรมาส 2/56 มีแนวโน้มดีกว่าที่ตลาดประมาณการไว้เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ด้วยอานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงกว่าคาด ในขณะที่กำไรไตรมาส 3/56 ยิ่งมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งกว่า หนุนโดยส่วนต่างปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งในช่วงไฮซีซั่นและอุปสงค์ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่เติบโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ SCC ซื้อขายอยู่บน PER ปี 2556 ที่ 15.7 เท่า และ PER ปี 2557 ที่ 13.1 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของบริษัทเล็กน้อย (สูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 0.1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เราเชื่อว่าหุ้นควรจะซื้อขายที่ระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรธุรกิจในช่วงขาขึ้น เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2556 ที่ 520 บาท


แนวโน้มไตรมาส 2/56


เราคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/56 ในวันที่ 31 ก.ค. ที่ 8.7 พันล้านบาท เติบโต 104% YoY และทรงตัว QoQ โดยกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน มาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกหน่วยธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร หนุนโดยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น หากเทียบจากไตรมาสที่ผ่านมารายได้จากเงินปันผลจากโตโยต้าจะสามารถชดเชยผลกระทบจากผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงของธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และกระดาษด้วยปัจจัยทางฤดูกาลได้ทั้งหมด


อุปสงค์ซีเมนต์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าโครงการรัฐจะล่าช้าออกไป


ความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศน่าจะขยายตัวได้ราว 10% ในไตรมาส 2/56 และมีแนวโน้มจะขยายตัวได้ในระดับนี้ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี หนุนโดยการก่อสร้างโครงการของภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ SCC คาดว่าความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศจะขยายตัวราว 5-10% ในปีหน้า แม้ว่าจะไม่มีโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทและโครงการระบบสาธารณูปโภคภายใต้แผนการกู้ยืมเงินจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท ในส่วนของราคาซีเมนต์นั้นยังคงทรงตัวอยู่ที่ 1,800-1,850 บาทต่อตันในช่วงไตรมาสนี้ แต่เราคาดว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีการโยกปริมาณส่งออกมาขายในประเทศแทน


ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น


แม้ว่าไตรมาส 2/56 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่ราคาโพลีโอเลฟินส์ปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ต้นทุนแนฟทาปรับตัวลงมากกว่า ดังนั้นค่าเฉลี่ยของส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทา และส่วนต่างราคา PP-แนฟทา เพิ่มสูงขึ้นเป็น 585 เหรียญต่อตัน (เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 12% QoQ) และ 167 เหรียญต่อตัน (สูงขึ้น 14% YoY และ 6% QoQ) ตามลำดับ เราคาดว่าจะมีการขาดทุนจากสินค้าคงคลังประมาณ 0.5-1 พันล้านบาท เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์และสินค้าคงคลังปรับตัวลดลง แต่กำไรของธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะสามารถขยายตัวได้จากไตรมาสก่อนหน้า ในส่วนของกำไรไตรมาส 3/56 นั้น กำไรมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หนุนโดยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ปริมาณขายที่เพิ่มมากขึ้น และกำไรจากสินค้าคงคลัง


ธุรกิจกระดาษยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว


กำไรของธุรกิจกระดาษมีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าด้วยปัจจัยทางฤดูกาล แต่ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากหน่วยบรรจุภัณฑ์กระดาษ (ปริมาณขายเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ราคาทรงตัว) จะถูกหักล้างโดยผลการดำเนินงานสายธุรกิจเยื่อและกระดาษที่อ่อนแอลง (เนื่องจากราคาที่ต่ำลงและอุปสงค์กระดาษเขียนที่อ่อนแอ) เราคาดว่าธุรกิจกระดาษจะกลับมาเติบโตได้ในปี 2557 จากกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เพิ่มขึ้น 21% และการปรับเปลี่ยนธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยการใช้เยื่อกระดาษเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มแทนที่จะผลิตเพียงกระดาษพิมพ์เขียน