ปัจจัยลบยังรออยู่อีกมาก มีโอกาส Rebound ขึ้นเพื่อลงต่อ เน้น ดีดขึ้นขาย ถือเงินสด
SET View
ประเด็นหลักวันนี้ ประเด็นการลดขนาดของมาตรการ QE (Tapering) จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันการดีดตัวขึ้นที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่ล่าสุดผลสำรวจจาก Reuters ออกมาในทิศทางเดียวกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ของ Bloomberg ที่ระบุถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดขนาดของมาตรการ QE ลง 2 หมื่นล้านบาท/เดือน มาอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท/เดือน ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 ก.ย.2556 เหมือนกัน นอกจากนี้ผลสำรวจจาก Reuters ยังระบุว่านักวิเคราะห์ 87% ประเมินว่าเฟดจะยุติมาตรการ QE ภายในกลางปี 2557 และ 93% ประเมินว่าเฟดจะเริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2558 ด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันในภูมิภาคที่สำคัญรออยู่ด้วย เนื่องจากล่าสุด Consensus ประเมินว่าในวันจันทร์หน้า (15 ก.ค.2556) จีนจะรายงานตัวเลข GDP Growth ในไตรมาสที่ 2 ออกมาที่ 7.5% YoY ลดลงจาก 7.7% YoY ในไตรมาสที่ 1
เรามองตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเสี่ยงสูง หลังจากที่พื้นฐานที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยเริ่มที่จะถูกตั้งคำถาม และถูกมองในแง่ดีลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนออกมาจากการที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิโดยเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในปี 2556 ถูก Bloomberg ปรับประมาณการลง 1.0% WoW สู่ระดับ 18.1% สวนทางกลับค่าเฉลี่ยของดัชนี MSCI Asia ex Japan ที่ถูก Bloomberg ปรับประมาณการขึ้น 0.2% WoW สู่ระดับ 7.1% ทำให้การดีดตัวขึ้นของ SET ตราบใดที่ยังไม่สามารถกลับไปปิดเหนือ 1,460 จุดได้ ยังมีโอกาสลงมาไปที่ 1,350 จุดอีกครั้ง
กลยุทธ์การลงทุน : การลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) แนะนำ “ดีดขึ้นทยอยขาย” กรณี SET ยังปิดเหนือ 1,460 จุดไม่ได้ ขณะที่การลงทุนระยะกลาง (มากกว่า 1 เดือน) แนะนำไปรอ “ทยอยสะสมหุ้น” เพิ่มเป็น 50% จาก 25% ของพอร์ตบริเวณ 1,380-1,350 จุดในหุ้นกลุ่ม Net Cash (เงินสด>หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย) ได้แก่ INTUCH, INET, MODERN, KAMART, STEC, SRICHA, BEC, STANLY, PTTEP และ NOK








