"สุรินทร์"ห่วงความพร้อมไทย ก้าวไปสู่อาเซียน ชี้ มาตรา190 รั้งความร่วมมือไทยกับต่างชาติ
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของไทย" ว่า การเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คือการเตรียมพร้อมทางเศรษฐกิจภายในด้วย ซึ่งหากมองตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่พร้อมที่สุด ในส่วนของไทยต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยให้มีความเสมอภาคสามารถแข่งขันกับภายนอกได้ พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแล้วการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็จะมีเพียงคนส่วนน้อยที่ได้ประโยชน์ถ้าถามว่าเราพร้อมแค่ไหน ก็ไม่เกินที่ 3 แต่คำถามคือทำไมเราไม่เป็นที่ 1 เพราะเราเป็นเจ้าของความคิดอาเซียน มีสิ่งที่เป็นเลิศอยู่แล้วหลายอย่างในประเทศนี้"
อดีตเลขาธิการอาเซียน ชี้ว่าไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมาก ซึ่งไทยจะต้องก้าวไปให้พ้นจากการเป็นประเทศรายได้ระดับกลางให้ได้ ประการแรกจะต้องเดินออกจากโมเดลแบบเดิม คือ การเอาเงินคนอื่นมาลงทุน เอาเทคโนโลยีเข้ามา ใช้คนภายนอกมาบริหาร พึ่งพาภายนอก โดยจะต้องลงทุนในด้านการศึกษา การค้นคว้าวิจัย แต่ที่ผ่านมาทั้งๆ ที่ไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาถึงร้อยละ 25 ซึ่งมากกว่าทุกประเทศในอาเซียน แต่ผลผลิตที่ได้กลับน่าผิดหวัง มีการเปรียบเทียบคุณภาพของคนไทย 4 คน เท่ากับคนสิงคโปร์ 1 คน ขณะที่งบประมาณด้านการวิจัยเพียง 0.18 % ของจีดีพี ทำให้ขาดการพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งที่ ดร.สุรินทร์ เป็นห่วงคือ การจัดระบบของไทยที่ไม่สร้างคนที่สามารถออกไปแข่งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ จุดนี้ข้าราชการไทยยังไม่พร้อม เพราะระบบราชการยังเต็มไปด้วยเส้นสาย ทำให้ได้คนที่เข้าไปแล้วปฏิบัติงานไม่ได้ไม่พอ แต่ยังเข้าไปส่งสัญญาณผิดๆในหน่วยงานด้วย
นายสุรินทร์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า รธน. มาตรา 190 ระบุไว้กว้างอย่างมากว่า อะไรก็ตามที่ต้องไปตกลงเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ กระทบผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ต้องเข้าสภาก่อน ซึ่งตั้งข้อสังเกตได้ว่า เราช้ากว่าคนอื่นในเรื่องกระบวนการอาเซียน เช่นการให้สัตยาบรรณในกฎบัตรอาเซียน
"ผมเสนอว่า มาตรา 190 ถ้าจำเป็นจะต้องเข้ารัฐสภา ประชุมร่วมของสว. และสส. ขอให้มี fast track จากกระทรวงไปกฤษฎีกาเข้าครม. ให้ขอโอกาสพิเศษสำหรับพิจารณากิจกรรมอาเซียน จะได้ไม่ทำให้เราช้ากว่าคนอื่น ให้เห็นว่าเราไม่พร้อม ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องมีการจัดรูปแบบกระบวนการให้เร็วกว่านี้ ในการจะอนุญาตให้หน่วยงานต่างๆ ไปทำข้อตกลงในบางเรื่องกับต่างประเทศ การเตรียมพร้อมของประเทศไทยต้องทำพร้อมกันทุกส่วนเป็นองคาพยพ" อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าว









