วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงการเมืองป่วน!สะเทือนหุ้น-เศรษฐกิจสะดุด

โบรกฯเพิ่มน้ำหนักปัจจัยการเมือง มีความเสี่ยงสูงสุดเทียบเท่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัว หวั่นขั้นตอนทางรัฐสภาฯสะดุด ฉุดภาพเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นเปลี่ยน

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทได้เพิ่มน้ำหนักประเด็นการเมืองมากขึ้นเทียบเท่ากับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งมีน้ำหนักกดดันตลาดหุ้นไทยสูงสุด คือ 30% จากเดิมในช่วงครึ่งปีแรก การเมืองในประเทศแทบจะไม่มีน้ำหนักภาวะตลาดหุ้นไทยเลย

ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือกระบวนการทางสภาฯ ซึ่งจะมีการพิจารณาวาระสำคัญ เช่น โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท หากขั้นตอนการดำเนินงานสะดุด จะส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจลดลง เพราะการใช้จ่ายภาครัฐเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป หลังจากช่วงแรกเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนโดยการกระตุ้นการบริโภค

"เป็นห่วงว่าหากภาพการเมืองเปลี่ยน จะทำให้ภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเปลี่ยนไปซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่พูดถึงไม่ใช่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ การวิพากษ์วิจารณ์โครงการต่างๆ แต่ห่วงขั้นตอนทางสภาฯสะดุด เช่นมีการยุบสภา กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ โดยต้องจับตาการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในเดือนส.ค.นี้เป็นต้นไป"

นอกจากนี้ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการถือครองหุ้นที่มากเกินไปของนักลงทุนสถาบันไทย เฉพาะปีนี้ซื้อสุทธิไปแล้ว 7 หมื่นล้านบาท หากรวมการถือครองหุ้นผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่จะครบกำหนด 5 ปี หรือที่ซื้อตั้งแต่ปี 2552 อีก 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ต้นทุนเฉลี่ย 670 จุด แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นไปมาก ทำให้มูลค่าแอลทีเอฟที่จะครบปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5-6 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.2 แสนล้านบาท หากขายออกพร้อมกันจะกดดันดัชนีหุ้นไทย

"ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการขายของสถาบันไทยเลย ความกังวลนี้จะลดลงก็ต่อเมื่อเห็นสัญญาณการขายออกมาบ้าง หรือแนวโน้มการออกกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่ลดลง"

ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ดัชนียังมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 1,570 จุดได้ แต่คงไม่ได้ขึ้นแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะปัจจัยที่จะหนุนการปรับขึ้นไม่ได้อยู่ที่เงินทุนต่างชาติ แต่อยู่ที่การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะยังมีการเติบโตต่อเนื่อง

แม้หน่วยงานต่างๆ จะปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง แต่กระทบกับกำไรบจ.น้อย เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย มีภาคการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แต่กำไรบจ.ส่วนใหญ่กลุ่มที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือกลุ่มพลังงาน มีน้ำหนัก 30% ในตลาดหุ้นไทย รองลงมาคือกลุ่มธนาคาร มีน้ำหนัก 20%

"คาดว่ากำไรบจ.ปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ คือ มีการเติบโต 23% หรือมีกำไรรวม 8-9 แสนล้านบาท เฉพาะในช่วงไตรมาสแรกกำไรไปแล้ว 2.42 แสนล้านบาท เติบโต 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปียังไม่เห็นสัญญาณใดที่จะทำให้ผลตอบแทนบจ.โตต่ำกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ที่ราคาน้ำมันยังยืนอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล"

เขากล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำลงทุน คือ กลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร หรือไอซีที และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสูง กลุ่มพลังงานมีแนวโน้มโต 30% ไอซีที 40% ส่วนกลุ่มก่อสร้างมีงานในมือ (แบ็คล็อก) 4.9 แสนล้านบาท และยังมีโครงการประมูลต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย แนะนำให้เทรดดิ้ง เพราะการเติบโตของกำไรในช่วงไตรมาส 2 จะดีดตัวเร็วและแรง

ส่วนกลุ่มที่แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนคือ กลุ่มการแพทย์ เพราะราคาแพงมาก กลุ่มขนส่งทางอากาศ และยานยนต์ เพราะปัจจัยในการขับเคลื่อนการเติบโตน้อยลง

นายกรวุฒิ ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ - สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดการลงทุนทั่วโลกในช่วง 5 - 6 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการตอบสนองของตลาดที่จะมีก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง (Front Run) ทั้งที่ในแง่ของพื้นฐานเศรษฐกิจและการลงทุนต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญจนที่จะทำให้ต้องเปลี่ยนมุมมองการลงทุนไปจากเดิมเลย ปัจจุบันทางกลุ่มยูโอบีก็ยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากกว่าดัชนีเทียบวัด (Over Weight) อยู่และยังมองตลาดหุ้นไทยในเชิงบวก โดยคงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ที่ระดับ 1,650 จุด และที่ระดับปัจจุบันประมาณ 1,460 จุด บวกลบก็ถือว่ายังมีโอกาสในขาขึ้น อีกพอสมควร บนพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยเอง ซึ่งแรงขับเคลื่อนที่จะผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ไปสู่เป้าหมายได้นั้นเชื่อว่าจะมาจากแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก

"เงินทุนต่างชาติที่ขายออกไปในรอบที่ผ่านมาขายไปเป็นจำนวนมากระดับหนึ่งส่วนหนึ่งคงหายไปเลยเพราะเขาเอาไปคืนเงินลงทุนที่ยืมมา และอีกส่วนคงมีการจัดสัดส่วนไปลงทุนในตลาดหุ้นพัฒนาแล้วมากขึ้น ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังของปียังมองสินทรัพย์เสี่ยงน่าสนใจลงทุนโดยแบ่งลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 50% (เดิม 50%) ตลาดหุ้นต่างประเทศ 30% (เดิม 20%) ตราสารหนี้โลก 15% (เดิม 10%) และการลงทุนทางเลือก 15% (เดิม 20%) ทั้งนี้มองว่าราคาทองคำหลังหลุด 1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงมา สัญญาณทางเทคนิคไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้ามองเป็นภาพการลงทุนระยะกลางถึงยาวก็ยังสามารถลงทุนได้แต่เป็นไปเพื่อการกระจายความเสี่ยงเท่านั้น คงหวังกำไรเหมือนในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้"