วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

THRE - ซื้อ

ฟ้าหลังฝน

THRE เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินรายเดียวในประเทศไทย หลังได้รับผลกระทบหนักจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2011 ผลประกอบการเริ่มมีการฟื้นตัวเป็นกำไรแล้วตั้งแต่ 4Q12 เป็นต้นมา THRE ได้สำรองค่าสินไหมเพื่อรองรับการเคลมประกันจากภัยน้ำท่วมแล้วราว 9 พันลบ. หรือราว 73% ของค่าเสียหายสุทธิ (ที่เหลือมาจากการบริษัทประกันในต่างประเทศ) กระบวนการชดใช้ความเสียหายอยู่ในระหว่างการจัดการและน่าจะจบได้เป็นส่วนใหญ่ในปีนี้ เราคาดว่า THRE จะมีผลการดำเนินงานที่พลิกกลับมาเป็นกำไรได้ราว 918 ลบ. (+121%Y-Y) และ 1.1 พันลบ. (+20%Y-Y) ในปี 2013 และปี 2014 ตามลำดับโดยคาดระดับ ROE ขึ้นสูงที่ 25% เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเหมาะสมปี 2013 ที่ 6.50 บาท
ปี 2013 เป็นปีทองของอุตสาหกรรมประกันอีกปีหนึ่ง คาดเบี้ยรวมทำจุดสูงสุดใหม่ : ธุรกิจประกันวินาศภัยเข้าสู่ยุคทองมาตั้งแต่ปี 2012 หลังเหตุการณ์อุทกภัยในปี 2011 ทำให้มีความตื่นตัวด้านการประกันภัยมากขึ้น บริษัทประกันปรับราคาเบี้ยขึ้น และยังมีโครงการรถคันแรกส่งผลดีต่อการขายเบี้ยประกันภัยรถใหม่ รวมถึงประกันสุขภาพและอุบัติเหตุที่ได้รับความนิยมด้วย เราคาดว่าแรงส่งจากเบี้ยประกันรถยนต์ และเบี้ยเบ็ดเตล็ด (สุขภาพและอุบัติเหตุ) จะนำการเติบโตต่อเนื่องในปี 2013 โดยคาดว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมขึ้นเติบโตราว 15.2%Y-Y ขึ้นสู่ระดับ 2.06 แสนลบ. เป็นจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนธุรกิจประกันชีวิต คาดอัตราการขยายตัวจะเป็นปกติที่ราว 10% หรือเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 4.3 แสนลบ.
ผ่านมรสุมน้ำท่วม Turnaround กลับมาเป็นกำไรอีกครั้งในปี 2013 และ ROE 25% : THRE กลับมาแสดงกำไรสุทธิประจำไตรมาสใน 4Q12 เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดน้ำท่วม และกำไร 1Q13 ที่ราว 261 ลบ. ยังถือเป็นกำไรประจำไตรมาสที่สูงสุดในรอบ 7 ปีด้วย โดยเกิดจากการกลับมามีกำไรในธุรกิจรับประกันภัยโดยเฉพาะประกันชีวิตและประกันเบ็ดเตล็ด (ประกันอัคคีภัยยังมีขาดทุนที่สูงอยู่ราว 169 ลบ.) ขณะที่รายได้จากธุรกิจลงทุนเติบโตต่อเนื่องราว 14%Q-Q และ 8.7%Y-Y คิดเป็น ROI ราว 4.97%
สำหรับประมาณการปี 2013 และปี 2014 คาดว่าจะฟื้นตัวแรงจากผลขาดทุนหลังน้ำท่วมมาอยู่ที่ 918 ลบ. (+121%Y-Y) และ 1.1 พันลบ. (+20%Y-Y) ตามลำดับ ซึ่งเกิดจาก 1.คาดการณ์อัตราค่าสินไหม (Loss ratio) ลดลงสู่ 55% และ 53% ในปี 2013-2014 จากระดับที่เกินกว่า 100% ในปี 2011-2012 2. คาดรายได้เบี้ยประกัน +15.4%Y-Y และ 20.2%Y-Y ตามลำดับ ตามการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจที่มุ่งเน้น Non-conventional product มากขึ้น (กระจายความเสียงดีกว่า และอัตรากำไรสูงกว่า Conventional product อาทิ Fire และ Marine) โดยคาดว่าเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยเบ็ดเตล็ดจะเติบโตสูงสุด >20% ต่อปี 3.สมมติฐาน ROI ที่ 4.6%
ในส่วนของกำไรจากการนำ THREL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ยังไม่กำหนดวัน แต่ผู้ถือหุ้น THRE จะได้รับการจัดสรรในอัตราส่วน 29.76 หุ้นต่อ 1 THREL ด้วย) คาดว่า THRE จะบันทึกกำไรจากการขายหลังหักภาษีราว 120-250 บาท และส่งผลบวกต่อเงินกองทุนเพิ่มขึ้น
ประเมินราคาเหมาะสมปี 2013 ที่ 6.50 บาทและปี 2014 ที่ 8.26 บาท : เราเลือกใช้วิธีประเมินมูลค่า Embedded Value และ Value of one-year’s new business เพื่อดูมูลค่าของสินทรัพย์ลงทุนสุทธิและมูลค่าธุรกิจในอนาคต ได้ราคาเหมาะสมในปี 2013 ที่ 6.50 บาท และ 8.26 บาทในปี 2014 ซึ่งสูงกว่าการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี Justified PBV ได้ราคาเหมาะสมปี 2013 และปี 2014 ที่ 5.96 บาทต่อหุ้น และ 6.46 บาทต่อหุ้นตามลำดับ (Ke 11.5%, ROE 25%) เนื่องจาก VNB ที่เป็นส่วนเพิ่มของมูลค่านั่นเอง