วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง

โบรกฯ ระบุหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังผันผวน คาดฟื้นตัวช่วงไตรมาส 4 แนะลงทุนกลุ่มขนส่ง-สื่อสาร ประเมินปีหน้าดัชนีแตะ 1,700 จุด

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ถือว่าค่อนข้างผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก โดยดัชนีปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,643.43 จุด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 และปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดที่ 1,364.09 จุด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2556 แต่ด้วยพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่แข็งแกร่ง ยังกระตุ้นให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยดัชนีปิดครึ่งแรกของปี ณ วันที่ 28 มิ.ย. ที่ 1,451.90 จุด

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 55 ถึงวันที่ 28 มิ.ย.56 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 59.97 จุด หรือ เพิ่มขึ้น 4.3% ขณะที่พอร์ตลงทุนโดยรวม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 76,584.55 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 70,222.66 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 6,934.86 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 13,296.75 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มการลงทุนครึ่งปีหลังนักวิเคราะห์มองว่าดัชนียังคงผันผวนและอาจฟื้นตัวได้ดีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

บล.กสิกรไทย มองดัชนีครึ่งปีหลังผันผวน กรอบ1,350-1,500 จุด

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ดัชนีหุ้นไทยในครึ่งปีหลังอยู่ที่ระหว่าง 1,350-1,500 จุด ค่า P/E เฉลี่ยที่ 12 เท่า ซึ่งคาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มีอยู่เดิมจะหายไป หรือเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นระยะยาว หรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความชัดเจนแทน นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าผลพวงจากโครงการนโยบายประชานิยมของรัฐ จะทำให้เพิ่มภาระหนี้ครัวเรือนต่อหัวเพิ่มสูงมากขึ้นจากที่เป็นอยู่ และภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะลดจำนวนการผลิตลง เนื่องจากสภาพการส่งออกของประเทศจีนที่อยู่ในช่วงชะลอตัว จะเข้ามาฉุดแรงซื้อในภาคส่งของภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ ประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐ เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ และทวีปยุโรปมีทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะยังอยู่ในมาตรการ QE และตัวยุโรปเองนั้นยังมีผลพวงจากมาตรการรัดเข็มขัด จากกรณีของประเทศกรีซอยู่ก็ตาม ทำให้อาจมีการชะลอตัวช้าลง จึงทำให้ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศยังคงมีโอกาสเติบโตได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเพิ่มความรอบคอบในการลงทุน โดยพิจารณาจากหุ้นที่มีมูลค่า P/E เฉลี่ยที่ 12% และอัตรากำไรตอบแทนต่อผู้ลงทุนอยู่ที่ 15% โดยเน้นกลุ่มอุปโภคบริโภคภายในประเทศที่เป็นปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดยหุ้นที่น่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ได้แก่ หุ้นในกลุ่มขนส่ง เช่น THAI และ TTA เนื่องจากการขนส่งในประเทศเริ่มดูดีขึ้น ขณะที่อัตราค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี เนื่องจากค่าการกลั่นปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ค่า P/E ของหุ้นบางตัวปรับตัวลดลง ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจที่จะเข้าไปซื้อได้ ซึ่งได้แก่ ESSO และ TOP และหุ้นในกลุ่มไอซีที ที่มีความน่าสนใจจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ใน ระดับสูงคือ INTUCH และ ADVANC

ทั้งนี้ ประเมินว่าในช่วงต้นปีหน้าจะมีโอกาสเห็นดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,700 จุดได้ ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเศรษฐกิจตลาดใหม่ในหลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่สภาวะที่เติบโต และประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว โดยมีรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ และช่องทางการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น

บล.ทิสโก้ คาดหุ้นฟื้นตัวช่วงไตรมาส 4 แนะลงทุนกลุ่มสื่อสาร

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมานั้นดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการที่ประเทศญี่ปุ่นได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบรวมถึงทางสหรัฐ ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณในรอบที่ 3 หรือ QE 3 ตั้งแต่ในช่วง เดือนกันยายนของปี 2555 ที่ผ่านมาจึงทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบทั่วโลกเป็นอย่างมาก

ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศได้แก่ทางรัฐบาลได้เสนอมาตรการลงทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศจึงทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยอยู่ในทิศทางที่น่าลงทุนใน ขณะเดียวกันกำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศเติบโตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนพ.ค.ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากกรณีที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ออกมาส่งสัญญาณว่าจะหยุดใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในรอบที่ 3 หลังจากที่ประเมินว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศสหรัฐกำลังอยู่ในทิศทางที่เติบโตขึ้นจากเดิม ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนเฉลี่ยแล้วกว่า 5%

สำหรับแนวโน้มในครึ่งปีหลังประเมินว่าช่วงไตรมาสที่ 3/2556 ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างผันผวนเนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางด้านมาตรการ QE3 ของทางสหรัฐ ประกอบกับปัญหาปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศโดยจะมีการเปิดประชุมสภาซึ่งในครั้งนี้จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆอาทิเช่น พระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท,พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติ รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ตลาดหุ้นไทยอาจกลับมามีทิศทางที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ หลังจากที่ประเมินว่าพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในประเทศยังคงอยู่ในทิศทางที่ดีและเป็นช่วงขาขึ้นของธุรกิจต่างๆ

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำนักลงทุนควรระมัดระวังการซื้อขายในช่วงไตรมาสที่ 3 เนื่องจากดัชนียังคงมีความผันผวนแต่ในขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวลดลงจึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมซื้อได้ ประเมินแนวรับไว้ที่ระดับ 1,310-1,320 จุดและประเมินแนวต้านไว้ที่ระดับ 1,550 จุด

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มที่โดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ภายหลังจากที่มีการเปิดให้ใช้บริการสัญญาณโทรศัพท์ 3G บนย่านความถี่ 2.1 GHz รวมถึงกลุ่มบริษัทที่ให้บริการด้านโทรคมนาคมหลังจากที่การประมูลทีวีระบบดิจิทัลกำลังจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้