ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อจากอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล "อสมท" ถือเป็นองค์กรสื่อที่กำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
นับจากการเกิดขึ้นของทีวีช่องแรก "ไทยโทรทัศน์" เมื่อปี พ.ศ. 2495 จากบทบาทหน่วยงานเจ้าของคลื่นความถี่และผู้กำกับ(regulator) เปลี่ยนสู่ผู้รับจัดสรรและประมูลคลื่นความถี่ในฐานะ "ผู้เล่น" เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในสนามการแข่งขันใหม่ "ทีวีดิจิทัล" ที่เท่าเทียมกัน ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
สุธรรม แสงประทุม ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่านโยบายการก้าวเดินของ อสมท ในวันนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดอนาคตการเป็นองค์กรสื่อสารมวลชนระดับ "ผู้นำ"ในอาเซียน ตามวิศัยทัศน์ของ อสมท อย่างมาก เพราะภายใตการกำกับดูแลของ กสทช. องค์กรจะเปลี่ยนจากความเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีทรัพย์สินคลื่นความถี่จำนวนมาก รายได้จากสัมปทานกำลังจะหมดไป ภายในปี 2563 เมื่อสิ้นสุดสัมปทานทรูวิชั่นส์และช่อง 3 ซึ่งนับเป็นรายได้ก้อนใหญ่ให้ อสมท
ดังนั้นภายใต้แผนยุทธศาสตร์ Go Digital ที่ต้อง "ยืน"ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีแต้มต่อจากรายได้สัมปทานอีกต่อไป สิ่งที่ อสมท ต้องดำเนินการก่อน คือการ "หลอมรวม" การทำงานของแต่ละหน่วยธุรกิจ รวมทั้งบุคลากร ให้มีเป้าหมายการทำงานเดียวกัน เพื่อร่วมกัน "แชร์" ทรัพยากรทุกด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในยุคที่ อสมท ต้องแข่งขันในฐานะ "ช่องทีวีธุรกิจ" กับรายอื่นๆ
อีกทั้งต้องเดินหน้าสร้างเครือข่าย "พันธมิตร" เพื่อเตรียมความพร้อมในยุค "ทีวีดิจิทัล" เริ่มจากฟาก "โครงข่าย" (Mux) ที่ได้รับการพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. ได้ลงนามความร่วมมือกับ กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที เพื่อร่วมกันขยายโครงข่ายส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล ให้ครอบคลุมทั่วประเทศตามประกาศ กสทช.ภายใน 4 ปี
ฟาก"คอนเทนท์" นับเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะภายใต้แผนการดำเนินงานของ "กรรมการผู้อำนวยการใหญ่" และฝ่ายบริหาก วางแผนเข้าร่วมประมูล "ทีวีดิจิทัล" 3 ช่อง ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมด้านคอนเทนท์นับจากวันนี้ เริ่มจากความพร้อมของคอนเทนท์ในองค์กรที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น "สำนักข่าวไทย" ที่มีศักยภาพผลิตรายการข่าวป้อนให้กับทุกสื่อของ อสมท และจะมีบทบามสำคัญด้านคอนเทนท์ข่าวของทีวีดิจิทัล ช่องใหม่
เช่นเดียวกับบริษัทในเครือ อสมท อื่นๆ ทั้ง "พาโนรามา เวิลด์ไวด์" ผู้ผลิตสารคดีชั้นนำของประเทศ และ "ซี้ดเอ็มคอท" ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการผลิตคอนเทนท์ป้อนให้ทีวีดิจิทัล มากขึ้น
พร้อมกันนี้จะต้องแสวงหาพันธมิตร "ผู้ผลิตรายการ" อื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในสื่อใหม่ "ทีวีดิจิทัล" ให้ อสมท เพราะถือเป็นแหล่งรายได้ในอนาคต ที่ อสมท ต้องร่วมแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ เพื่อช่วงชิงเม็ดเงินโฆษณา สร้างการเติบโตตอบโจทย์ผู้ถือหุ้น พร้อมนำเสนอสาระประโยชน์และบันเทิงในฐานะสื่อตอบโจทย์ "ผู้ชม"
ขณะที่ สื่อเดิม ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักจากสื่อโทรทัศน์ "ช่อง9" จำเป็นต้องปรับโฉมเช่นกัน ภายใต้การแข่งขันช่วงชิงเม็ดเงินโฆษณาฟรีทีวี ที่ช่อง3 และช่อง7 กอบโกยรายได้ส่วนใหญ่จากคอนเทนท์ "ละคร" ช่วงไพรม์ไทม์ และช่อง 9 ไม่สามารถแข่งขันในคอนเทนท์ดังกล่าวได้ ขณะที่รายได้และเรทติ้งผู้ชม "ลดลง" ในช่วงไตรมาสแรก และยังไม่กระเตื้องในไตรมาสสอง
รูปแบบการบริหารช่องจึงจำเป็นต้องหา "โพซิชั่นนิ่ง" ด้านคอนเทนท์ให้ชัดเจน เมื่อไม่สามารถแข่งละครได้ "กีฬา" จึงเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะจำนวนผู้สนใจมีอยู่ไม่น้อย และเมื่อโอกาสการเปลี่ยนมือเจ้าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 ฤดูกาลใหม่ 2013-2016 อยู่ในมือ "ซีทีเอช" และมีโอกาสที่ช่อง 9 จะซื้อลิขสิทธิ์มาออกอากาศทางฟรีทีวี "บอร์ด อสมท" จึงเห็นว่าควรเข้าไปทำตลาดดังกล่าว
ในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยมูลค่า 480 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 160 ล้านบาท เชื่อว่าเป็นคอนเทนท์กีฬาที่มีศักยภาพ เพราะเป็นลีกระดับโลกที่อยู่ในความสนใจอันดับหนึ่งของคอบอลไทย และถือเป็นคอนเทนท์สร้างเรทติ้งผู้ชม ทำรายได้และกำไรให้กับ อสมท
โดยลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกฯ ที่ อสมท ได้รับเป็นการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี ช่อง 9 อย่างน้อย 17 แมทช์ต่อฤดูกาล นอกจากนี้ยังได้สิทธิการถ่ายทดสดทางวิทยุ และการจัดกิจกรรมทั่วประเทศ โดย บอร์ด อสมทจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาการซื้อลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ลีกฯ จากซีทีเอช ในวันอังคารที่ 25 มิ.ย.นี้
แม้จะมีเสียงสะท้อนจากสหภาพแรงงาน บมจ.อสมท ถึง "ความคุ้มค่า" ในการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าว หรือการถูกจับตาว่ามีอำนาจ "การเมือง" เข้ามาผลักดันให้ อสมท ต้องจ่ายเงินซื้อพรีเมียร์ลีกฯ จากซีทีเอช หรือไม่
สุธรรม ย้ำว่านี่คือการทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้ อสมท ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่สามารถตรวจสอบ "รายได้" จากการบริหารได้อย่างเปิดเผย ด้วยมั่นใจว่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกฯ ที่เตรียมจะซื้อจากซีทีเอช ต้องทำกำไรให้ อสมท แน่นอน เพราะจากการ pre sale กับเอเยนซี่และสินค้าที่สนใจเป็นสปอนเซอร์ พบว่าเห็นตัวเลขรายได้ในฤดูกาลแรกที่มีโอกาสทำตลาดเพียง 2 เดือนที่ 270 ล้านบาท เชื่อว่าอีก 2 ฤดูกาลที่เหลือหากมีโอกาสทำตลาดล่วงหน้า น่าจะทำตัวเลขรายได้ดีกว่าฤดูกาลแรก
"การเข้ามารับตำแหน่ง ประธานบอร์ด อสมท แม้ไม่ใช่งานที่ถนัด แต่เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว และเห็นสิ่งที่ทำให้องค์กรย่ำแย่ จะไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไป เพราะต้องการเห็น อสมท อยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังจะเกิดขึ้น"








