"พงษ์ศักดิ์"ปรับแผนพีดีพี 2013 เพิ่มสำรองไฟฟ้าให้ได้ 20% รองรับความเสี่ยงจากการพึ่งพาไฟฟ้าจากต่างประเทศ พร้อมรองรับการขยายตัวของรถไฟฟ้า
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ฉบับใหม่ หรือ พีดีพี 2013 โดยให้เพิ่มสำรองไฟฟ้าเป็น 20% ของความต้องการใช้ เพิ่มขึ้นจากแผนพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ที่กำหนดไว้เพียง 15% เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางระบบไฟฟ้า เพราะในอนาคตประเทศไทยมีแผนที่จะซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ถ้าเกิดปัญหาไม่สามารถส่งไฟฟ้าให้กับไทยได้ ก็จะมีกำลังสำรองที่เพียงพอไม่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงถึง 50% ทำให้ภายหลังเกิดเหตุสึนามิจนทำให้ต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง มีกำลังไฟฟ้าลดลงกว่า 25% แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะยังเหลือสำรองใช้ถึง 25% ต่างจากประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาพม่าปิดท่อก๊าซฯกระทบโรงไฟฟ้า 3 แห่ง ก็จะส่งกระทบอย่างรุนแรงจนเกือบจะเป็นวิกฤติการไฟฟ้าดับ เพราะปริมาณสำรองไฟฟ้าเหลือไม่ถึง 5% ดังนั้นในแผนพีดีพี2013 จะต้องเตรียมแผนรองรับอุบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกๆด้าน
นอกจากนี้ แผนพีดีพีดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ และเกิดเมืองใหม่ๆในแต่ละจังหวัด โดยเฉพะรถไฟฟ้าความเร็วสูงแต่ละเส้นทางจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 2,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นในแผนระยะยาวจึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าให้เพียงพอ และต้องมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งต้องใช้เวลาก่อสร้าง 5-6 ปี เช่น โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ ไอพีพีรอบใหม่ที่อยู่ระหว่างการประมูลโรงแรกกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 650 เมกะวัตต์ จะเข้าระบบในปี 2562 ซึ่งอาจจะเข้าระบบไม่ทันกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น จึงต้องเร่งให้รีบดำเนินการ
ในวันนี้ (20 มิ.ย.) กระทรวงพลังงานได้เป็นเจ้าภาพการประชุมระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีของทุกกระทรวง โดยนายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีมาร่วมทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในวันนี้ได้ขอให้ทุกกระทรวงไปพิจารณ ปรับยุทธศาสตร์ของแต่ละกระทรวงเพื่อรองรับโครงการ 2 ล้านล้านบาท เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน ทั้งในเรื่องจของเศรษฐกิจ กาสรขนส่งคมนาคม รวมทั้งจะเกิดเมืองใหม่และการโยกย้ายประชากร ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ









