กฟผ.เร่งปรับแผนลงทุนโรงไฟฟ้า เน้นขยายกำลังผลิตพื้นที่เดิมใหม่ รองรับลงทุน 7 แสนล้านบาทใน 10 ปี
วานนี้ ( 19 มิ.ย.) คณะกรรมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่มีนางอัญชลี ชวนิชย์ เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้ นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า เป็นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ ต่อจากนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่ากฟผ.คนปัจจุบันที่จะครบวาระในวันที่ 30 ก.ค. นี้ เตรียมเสนอต่อกระทรวงพลังงาน และครม.เห็นชอบในเร็วๆ นี้
นายสุนชัย ว่าที่ผู้ว่าการกฟผ. กล่าวถึงภารกิจสำคัญของกฟผ.ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการ ภายใต้ข้อจำกัด ว่า การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้ได้ตามแผนนั้น อาจต้องปรับปรุงในรายละเอียด เพื่อหาทางลดข้อจำกัดในการหาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโรงไฟฟ้าเก่าของกฟผ.ที่ต้องปลดระวางเมื่อครบอายุ 25 ปี เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ว่าแนวทางใดจะคุ้มค่ามากกว่ากันระหว่างการ ลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทน หรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เพื่อยืดอายุการใช้งาน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องในปัจจุบัน อาทิ โรงไฟฟ้าบางปะกง เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ ทำให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในปริมาณเท่าเดิม แต่กำลังผลิตเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการลงทุนของ กฟผ. จำเป็นต้องรักษาระดับการลงทุน เพื่อคงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้ไม่น้อยกว่า 50 % ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ จากปัจจุบันสัดส่วน 46 % เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ระบุว่า รัฐต้องเป็นเจ้าของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งไฟฟ้าถือเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ
ขณะเดียวกันแนวทางการหารายได้ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อรองรับการลงทุนของกฟผ.ในอนาคต ซึ่งบริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชันนัล จำกัด เป็นอีกกลไกในการออกไปลงทุนนอกประเทศ นอกจากการลงทุนผ่านบริษัทเอกชนที่กฟผ.ถือหุ้น แต่ขณะนี้ไม่มีความคล่องตัวในการออกไปลงทุนต่างประเทศ จึงต้องมาศึกษาโครงสร้างที่เหมาะสม เพื่อสร้างความคล่องตัวในการลงทุนให้มากขึ้น จากปัจจุบันต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเหมือนรัฐวิสาหกิจ เพราะกฟผ.ถือหุ้น 100 %
ด้านนายมงคล สกุลแก้ว รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวถึงแผนการลงทุนว่า ในระยะ 10 ปีนี้ (ปี 2556-2565) กฟผ.ได้วางกรอบการลงทุนทั้งโรงไฟฟ้าและสายส่งไว้รวมวงเงิน 781,644 ล้านบาท แบ่งเป็นโรงไฟฟ้า 484,290 ล้านบาท และสายส่ง 297,354 ล้านบาท โดย 5 ปีแรก กฟผ.เตรียมทำแผนระดมทุนแล้ว( 2556-2560 ) วงเงินประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งศึกษาไว้ในหลายแนวทาง ทั้งการออกพันธบัตรและการระดมทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Fund) โดยจะไม่กระทบกับอัตราหนี้สินต่อทุนของกฟผ.
ขณะที่แหล่งข่าวจากกฟผ. กล่าวว่า มีการหารือภายใน ถึงการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารของกฟผ.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต โดยมีการเสนอให้ยุบบริษัท กฟผ.อินเตอร์ฯ เนื่องจาก ไม่มีความคล่องตัวในการลงทุน นอกจากนี้ยังมีบทบาทที่ซ้ำซ้อนกับบริษัทที่กฟผ.ถือหุ้นอื่นๆ ได้แก่ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ที่กฟผ.ถือหุ้นใหญ่ 25.41 % และบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งกฟผ.ถือหุ้น 45 % โดยทั้งสองบริษัทมีการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว
ทั้งนี้กฟผ.จะต้องกลับมาศึกษาความเป็นไปได้ในการควบรวมเอ็กโก กรุ๊ป กับบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี ฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์และเป็นกลไกของ กฟผ.ในการลงทุนต่างประเทศ รวมถึงศึกษาอีกทางเลือกหนึ่ง คือ ลดการถือหุ้น กฟผ.ในบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ เพื่อไปเพิ่มใน เอ็กโก กรุ๊ป เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตมากกว่า จากการคาดหมายว่าจะชนะการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือไอพีพีบางส่วน ในขณะที่ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี ไม่ได้เข้าร่วมประมูล ทำให้ในระยะ 10 ปีข้างหน้านี้ไม่มีอัตราการเติบโตของกำลังผลิตไฟฟ้าในประเทศ








