วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดผันผวน!บิ๊กล็อตหุ้น'ค้าปลีก'คึกคัก

ตลาดผันผวนหุ้นกลุ่มค้าปลีกซื้อขายในกระดานบิ๊กล็อตคึกคัก สำรวจ 2 สัปดาห์พบ บิ๊กซีมีการทำรายการกว่า 21 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 4.1 พันล้านบาท

ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยผันผวน ดัชนีแกว่งตัวและปรับลดลงมายืนต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด โดยตั้งแต่วันที่ 1-18 มิ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า ในกระดานซื้อขายรายใหญ่ (BIG LOT) มีการทำรายการคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีกมีการทำรายการที่มีมูลค่าสูงสุดหากเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะหุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มีการทำรายการ 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำรายการ 7.26 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 202 บาท มูลค่ารวม 1.46 พันล้านบาท ต่อมาวันที่ 13 มิ.ย. ทำรายการ 6.61 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 189 บาท มูลค่ารวม 1.25 พันล้านบาท และ 17 มิ.ย. มีการทำรายการ 7.50 ล้านหุ้น ราคา 195 บาท มูลค่ารวม 1.46 พันล้านบาท รวม 2 สัปดาห์ มีการทำรายการรวม 21.38 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 4.18 พันล้านบาท

ขณะที่ หุ้นสยามแม็คโคร (MAKRO) มีการทำรายการ 3 ครั้ง โดยในวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีจำนวน 0.02 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 764.90 บาท มูลค่ารวม 20.12 ล้านบาท ในวันที่ 12 มิ.ย. จำนวน 0.05 ล้านหุ้น ราคา 759.45 บาท มูลค่ารวม 41.77 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. มีการทำรายการ 1.12 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 873.07 ล้านบาท ดังนั้นภายในสองสัปดาห์ มีการทำรายการรวม 1.2 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 934.94 ล้านบาท

ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นช่วงเวลาเดียวกัน หุ้นบิ๊กซี ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากราคา 209 บาท เหลือ 191 บาท ลดลง 8.61% หุ้น สยามแม็คโคร ราคาลดลง 0.26% จากราคา 776 บาท เหลือ 774 บาท

แหล่งข่าวบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลว่ารายการบิ๊กล็อตที่เกิดขึ้นเป็นของผู้ถือหุ้นรายใด ซึ่งบริษัทจะปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ คาดว่าจะเห็นสัดส่วนการถือครองหุ้นที่เปลี่ยนแปลงประมาณสัปดาห์หน้า รายการบิ๊กล็อตที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นรายการที่น่าแปลกใจ เพราะว่าปกติหุ้นบริษัทไม่ค่อยมีการทำรายการดังกล่าว

"ตอนนี้ที่บริษัทอยู่หว่างการติดตามดูว่าเป็นรายการของใคร ซึ่งคงต้องรอดูตอนปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยเมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.) คงจะชัดเจนเป็นช่วงต้นสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นรายการของใคร" แหล่งข่าวกล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าจะฟื้นตัวจากนโยบายการลดต้นทุน ซึ่งคาดว่าจะทยอยเห็นผลชัดเจนขึ้นในช่วงที่เหลือของปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทยังคงเป้าเปิดสาขาไฮเบอร์มาร์เก็ต 6 สาขา เป็น 119 สาขา เปิดบิ๊กซีมาร์เก็ต 13 สาขา เป็น 31 สาขา เปิดมินิบิ๊กซี 150 สาขา เป็น 276 สาขา และ เพรียว 50 สาขา เป็น 141 สาขา

"ขณะที่มีนโยบายเพิ่มพื้นที่เช่าควบคู่ไปกับการขยายสาขา จะช่วยหนุนให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่อัตรากำไรที่สูงกว่า กำไรสุทธิไตรมาสแรกที่ออกมาคิดเป็น 19% ของประมาณการกำไรปีนี้ จึงยังคงประมาณการเดิม" นักวิเคราะห์กล่าว

เขากล่าวว่า การที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาแรง เนื่องจากประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกต่ำคาด จึงแนะนำให้เก็งกำไร โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 204 บาท

แหล่งข่าวนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ขณะนี้โบรกเกอร์อยู่ระหว่างการปรับราคาเป้าหมายลงของหุ้นบิ๊กซี เพราะว่าผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดหมาย และแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรลดลง โดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต่ำ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

"หุ้นกลุ่มค้าปลีก ส่วนใหญ่ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะออกมาดีกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากอากาศร้อน และอาหารเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า มียอดขายที่เติบโตดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลประกอบการดี โดยแนะนำให้ซื้อหุ้นซีพีออลล์ และหุ้นโฮมโปรฯ" นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าว