วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัจจัย 5 แห่งความสำเร็จ คริสตอฟ มาร์แต็ง

แต่ที่สุดทุกคนต้องเล่นกันเป็นทีม ถึงแม้แต่ละคนจะมีความต่าง แต่ทุกคนจะต้องมีฝันร่วมกัน

อดีตซีอีโอวอลโว่ กรุ๊ป ทรัคส์ ประจำประเทศไทย ขณะที่ในวันนี้ "คริสตอฟ มาร์แต็ง" ได้ก้าวขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้นนั่นคือ รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายขาย บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป ทรัคส์ ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย


หมายถึง ความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นถึง 20 ประเทศ ของเขา


เมื่อก้าวมาถึงจุดนี้ คริสตอฟ มาร์แต็ง ก็ยิ่งตระหนักว่า ความสำเร็จนั้นไม่อาจเกิดขึ้นโดยง่าย แต่หัวใจของมันนั้นอยู่ที่ปัจจัย 5 อันประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ ,ราคา, โปรโมชั่น, สถานที่ และ ปัจจัยประการสุดท้ายหากแต่มีความสำคัญอย่างมาก็คือ "คน"


แม้จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารฝ่ายขาย แต่เขาบอกว่า เขากลับให้ความสำคัญในเรื่องคน มากกว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซ้ำไป


เขาบอกว่า ธุรกิจยิ่งต้องการขยายการเติบโต ยิ่งต้องการคนเข้ามาช่วยขับเคลื่อน


ขณะที่ในเวลานี้ข้อจำกัดในเรื่องนี้ก็คือ ภาวะขาดแคลนในตลาดแรงงาน


"ในบางตลาด เช่น ประเทศไทยเป็นที่รู้กันดีว่ามีอัตราการว่างงานต่ำมาก จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเรา"


ประกาศชัดๆ ว่าวอลโว่ กรุ๊ป ทรัคส์ ต้องการคนเข้ามาร่วมงาน เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายธุรกิจให้เป็นความจริง


อะไรคือ แรงจูงใจ ที่ดีที่สุด ในเรื่องนี้


เขาบอกว่า คงหนีไม่พ้นเงินเดือน ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ในเรื่องนี้ ทว่า วอลโว่ กรุ๊ป ทรัคส์ ก็คือ แบรนด์องค์กรที่เข้มแข็ง และสุดท้ายก็คือโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน


องค์กรแห่งนี้วางแนวทางเพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถเติบโตได้จากทุกตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งการทำงานและเติบโตแบบข้ามสาย ถ้าหากพนักงานมีศักยภาพ และความมุ่งมั่นเพียงพอ


คริสตอฟ มาร์แต็ง บอกว่าตัวเขาเอง ก็เริ่มต้นจากตำแหน่งช่างธรรมดาๆ แต่ด้วยความมุ่งมั่นก็ทำให้เขาก้าวสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงเช่นในปัจจุบัน


ขณะที่วัฒนธรรมองค์กร นั่นคือ Volvo Ways นั้น จะทำหน้าที่บ่มเพาะพนักงานใหม่โดยเฉพาะ Passion เพื่อให้มีไฟ มีพลังในการทำงาน ตลอดจนมีความเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคล


ในเวลาเดียวกัน พนักงานเก่าก็ต้องเร่งพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน ในเรื่องนี้ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ของวอลโว่จะมีโครงการ กิจกรรมเพื่อให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่


แน่นอน รวมถึงเวทีการแข่งขันที่ชื่อว่า VISTA (Volvo International Service Training Award) ที่วอลโว่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ด้วยหวังจะพัฒนาและรักษาขีดความสามารถในระดับที่ดีเยี่ยมให้กับพนักงานแผนกบริการลูกค้าของวอลโว่


อีกทั้งเป็นการย้ำเตือนให้พนักงานเห็นถึงความสำคัญของความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเป็นผลลัพธ์ปลายทาง


แต่ในภาพรวม ระบบการพัฒนาคนของวอลโว่นั้น จะกำหนดให้พนักงานทุกคนเข้าโครงการ PBP (Personal Business Plan) ซึ่งหมายถึง พวกเขาต้องบอกเป้าหมายการทำงานในแต่ละปีของตัวเอง เพื่อรู้ได้ว่าบริษัทจะต้องให้การสนับสนุนและพัฒนาพนักงานคนนั้นอย่างไร


แต่มีพนักงานบางตำแหน่งงานที่ต้องให้การอบรมอย่างเข้มข้นในทักษะที่จำเป็น ยกตัวอย่าง ช่างซ่อม หรือพนักงานที่ให้บริการ เพราะหากพลาด จะส่งผลกระทบกับลูกค้าในทันที


ดังนั้น บริษัท จึงต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาพนักงานกลุ่มนี้ เพื่อทำให้เกิดการบริการที่ดีที่สุด


สำหรับระดับผู้บริหารเองก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองเช่นกัน ในแต่ละปีตัวเขาก็ต้องใช้เวลาติดตามหัวหน้าเพื่อเรียนรู้วิธีการคิด วิธีการทำงาน กระทั่งการไปทำงานร่วมกับเพื่อนผู้บริหารที่ประจำอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนวิธีในการทำงาน ฯลฯ


"ผมเชื่อว่าคน สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับองค์กร และเป็นอะไรที่ลอกเลียนแบบได้ยาก"


การลงทุนในเรื่องของคน จึงมีความคุ้มค่า และสำหรับแล้วการพัฒนาบุคลากรควรดำเนินอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีวันหยุด


นั่นก็เพื่อสร้างความมั่นใจว่า พนักงานทุกคนไม่ว่าจะเป็นเบอร์เล็กหรือใหญ่ขององค์กรแห่งนี้จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนประเทศไทยนั้น วอลโว่มีการลงทุนสร้างศูนย์อบรมขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่กำลังจะเปิดใช้ภายในปี 2557


คริสตอฟ มาร์แต็ง บอกว่า ปัจจุบัน วอลโว่มีการขยายฐานการผลิตและบริการในยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนก็คือ "ความแตกต่าง" ของพนักงาน


ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ


ว่ากันว่าความแตกต่างเป็นอะไรที่ยุ่งยาก และมักแปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งอยู่เนืองๆ


สำหรับ คริสตอฟ มาร์แต็ง เขามองในเรื่องนี้ว่า มันก็เหมือนทีมรักบี้ หรือทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ที่ต้องประกอบไปด้วยนักเล่นที่มีความแตกต่างทั้งในแง่อายุ ส่วนสัด อ้วน ต่ำ ดำ ขาว


"แต่ที่สุดทุกคนต้องเล่นกันเป็นทีม เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ เราอยากเห็นการใช้คนให้ถูกกับงาน แต่บางคนในทีมก็สามารถเปลี่ยนตำแหน่งในทีมได้ ในวอลโว่เราสนับสนุนความหลากหลาย เพราะถึงแม้จะมีความต่าง แต่ทุกคนจะต้องมีฝันร่วมกัน"


เขาบอกว่า ในความเป็นจริง พนักงาน ลูกค้าหรือธุรกิจ ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ดังนั้นทุกจิ๊กซอว์จึงล้วนมีความสำคัญและผู้บริหารอย่างเขาต้องให้ความสำคัญที่เท่าเทียม


" ต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานมีความสุข เมื่อเขาออกไปให้บริการลูกค้าก็จะมีความสุข และกลับมาใช้บริการซ้ำ ทำให้บริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นก็จะแฮบปี้ และคิดตอบแทนคืนกลับให้สังคม นี่คือวงจรที่เกิดเพราะการเชื่อมโยงกัน"


เขาได้เล่าถึงภาพรวมธุรกิจของวอลโว่ ทรัคส์ว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับการเติมเต็มความต้องการที่หลากหลายของตลาดด้วยสินค้าที่หลากหลายโดยมีสองแบรนด์ที่เป็นตัวหลัก ได้แก่ วอลโว่ และยูดี ทรัคส์


"เรากำลังขยายศูนย์บริการให้มากขึ้น ทั้งในระดับประเทศ อย่างบังกลาเทศ, ปากีสถาน และกัมพูชา ขณะเดียวกันยังมีการขยายในประเทศ เช่นในไทย กำลังมีการสร้างศูนย์บริการเพิ่มจากที่มีอยู่ปัจจุบัน 6 สาขา เป็น15 สาขา"


และที่ผ่านมาบริษัทสามารถขายรถบรรทุกได้ถึง 15,000 คัน ใน 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งมีทั้งตลาดที่มีความสมัยใหม่อย่างประเทศออสเตรเลีย ไปจนถึงตลาดที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างในประเทศปากีสถาน เป็นต้น