การจัดสรรคลื่นความถี่ โทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล)ที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย
ภายใต้รูปแบบการ "ขอใบอนุญาต" และ "ประมูล"คลื่นฯ จากเดิมที่เป็นระบบให้สัมปทาน
ด้วยการจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล 48 ช่องใหม่ โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลุ่มที่อยู่ในความสนใจของ "เอกชน" คือ ช่องบริการธุรกิจ 24 ช่อง แบ่งเป็นช่องเอชดี 7ช่อง , วาไรตี้ 7 ช่อง ,ข่าว 7 ช่อง และเด็ก 3 ช่อง ด้วยรูปแบบการประมูลแบบอีอ๊อกชั่น กำหนดกรอบเวลาประมูลราวเดือน ก.ย.นี้
ปัจจุบันจึงเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนต่างๆ ทั้งในฝั่งบรอดแคสติ้งและโทรคมนาคม ต่างเตรียมความพร้อมช่วงชิงไลเซ่นทีวีดิจิทัล ที่ถูกมองว่าเป็นทั้ง "โอกาสและความท้าทาย" ในธุรกิจบรอดแคสต์ ด้วยมีฐานะเป็น "ฟรีทีวีดิจิทัล" เข้าถึงครัวเรือนไทยทั่วประเทศ ภายใต้ระบบใบอนุญาตระยะเวลา 15 ปี นับเป็นธุรกิจที่มีแหล่งรายได้จาก เม็ดเงินโฆษณามูลค่านับ "แสนล้านบาท" รออยู่
จากการแบ่งกลุ่ม 4 ประเภทช่องทีวีดิจิทัลธุรกิจ ซึ่งมี "ราคาตั้งต้น" ประมูลต่างกัน คือ ช่องเอชดี 1,510 ล้านบาท ส่วนช่องมาตรฐานความคมชัดทั่วไป (SD) วาไรตี้ ราคาช่องละ 380 ล้านบาท , ข่าว ราคาช่องละ 220 ล้านบาท และเด็ก ราคาช่องละ 140 ล้านบาท
หากดูจากราคาตั้งต้นและแนวโน้มของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบันที่กำลังก้าวสู่ "เอชดี" การประมูลทีวีดิจิทัลครั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่ม "ทุนใหญ่" ทั้งในกิจการบรอดแคสต์และโทรคมนาคม ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ต่างเล็งไปที่ช่องเอชดี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับชมคุณภาพสูงในปัจจุบัน
คาดเคาะช่องเอชดี1.6พันล้าน
สุรินทร์ กฤตยพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่าจากราคาตั้งต้นช่องเอชดี ที่ 1,510 ล้านบาท อีกทั้งยังมีต้นทุนด้านค่าเช่าโครงข่าย(Mux) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีรวม 4% รวมทั้งค่าผลิตรายการ ทั้งหมดล้วนเป็น "ต้นทุนสูง" เชื่อว่ากลุ่มผู้ที่เข้าประมูลทีวีดิจิทัล ช่องเอชดี จะเป็นกลุ่มทุนใหญ่ด้านโทรคมฯ ฟรีทีวีปัจจุบัน และคอนเทนท์ โปรวายเดอร์รายใหญ่เท่านั้น
โดยกลุ่มทุนใหญ่ที่จะเข้าประมูลช่องเอชดี มีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนช่องที่ กสทช.จัดสรร ดังนั้นการ "เคาะราคา" ประมูลช่องเอชดี อาจจะเพิ่มขึ้นไม่มากนักจากราคาตั้งต้น โดยมองว่าอาจจะอยู่ที่ราคา 1,600 ล้านบาท
ขณะที่ช่องรายการ ประเภท วาไรตี้ SD ที่จัดประมูล 7 ช่อง ราคาตั้งต้นที่ช่องละ 380 ล้านบาท มองว่าเป็นกลุ่มที่ "แข่งขันสูงสุด" คาดมีผู้เข้าร่วมประมูล 2-3 เท่าของจำนวนใบอนุญาต เนื่องจากเป็นช่องที่ไม่จำกัดสิทธิในการประมูล เหมือนช่องเอชดี ที่ห้ามประมูลช่องข่าว อีกทั้งสามารถนำเสนอรายการทั่วไปในสัดส่วนสูงกว่าช่องข่าว
สำหรับแผนการก้าวสู่ "ทีวีดิจิทัล" ช่อง 3 ได้เตรียมประมูลทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ เอชดี และ วาไรตี้ SD โดยจะเป็นการพัฒนาคอนเทนท์ขึ้นใหม่ทั้ง 2 ช่อง
โทรคมฯจ่อชิง3ช่อง
ฟากบิ๊กโทรคมฯ สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทอินทัช กล่าวว่าความตั้งใจเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัลของอินทัช ด้วยเป็น 1 ใน 4 ธุรกิจหลักของบริษัทด้านดิจิทัล คอนเทนท์ ในการขับเคลื่อนองค์กร อันประกอบด้วย “เทเลคอม มีเดีย ไอที และดิจิทัล คอนเทนท์”
แผนการลงทุนทีวีดิจิทัลของอินทัช เน้นประมูลช่องรายการ โดยไม่สนใจใบอนุญาตโครงข่าย กำหนดงบลงทุนเบื้องต้นราว 2,000 ล้านบาท สนใจประมูลช่องวาไรตี้และช่องเด็ก ซึ่งสามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสารเพื่อสังคม และกำลังรอเงื่อนไขค่าบริการโครงข่ายช่องเอชดี เพื่อศึกษาการลงทุนในช่องเอชดีอีกครั้ง แต่เชื่อว่าระยะยาวอุตสาหกรรมสื่อไทยจะก้าวสู่เอชดี คอนเทนท์ทั้งระบบ แม้วันนี้การลงทุนค่อนข้างสูงแต่การพัฒนาเทคโนโลยี จะทำให้ราคาลดลงเรื่อยๆ
เช่นเดียวกับ สมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู วิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น มองว่าการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัล เป็นโอกาสของ คอนเทนท์ โปรวายเดอร์ โดยเฉพาะทรูวิชั่นส์ ที่มีประสบการณ์ในการบริหารคอนเทนท์มากว่า 20 ปี จะเข้าประมูลเป็น "เจ้าของ"ช่องฟรีทีวีดิจิทัลด้วยเช่นกัน
โดยทรูฯ มีแผนที่จะประมูลทีวีดิจิทัล 3 ช่อง คือ ช่องเอชดี ,วาไรตี้และช่องเด็ก สำหรับช่องเอชดีและเด็กจะพัฒนาคอนเทนท์เป็นช่องรายการใหม่ ส่วนช่องวาไรตี้ วางแผนจะนำช่อง "ทีเอ็นเอ็น" ซึ่งเป็นสถานีข่าวในปัจจุบันไปออกอากาศ เนื่องจาก กสทช.มีกฎห้ามผู้ประมูลช่องเอชดี ประมูลช่องข่าว
อีกยังเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อกสู่ดิจิทัล ในไทยคงไม่ต้องรอถึง 10 ปีเช่นเดียวกับต่างประเทศ เพราะด้วยแผนขยายโครงข่าย(Mux) และการสนับสนุนคูปองครัวเรือนไทยทั่วประเทศ ทีวีดิจิทัลไทยจะเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ภายใน 3 ปี และจะเป็นสถิติโลกในการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์จากอนาล็อกสู่ดิจิทัล
ด้านการแข่งขันประมูลทีวีดิจิทัล ในเดือน ก.ย.นี้ มองว่าประเภทช่องวาไรตี้ SD จะมีผู้เข้าร่วมประมูลสูงสุด ขณะนี้มีผู้สนใจประมูลแล้ว 14 ราย หรือ"เท่าตัว" จากจำนวนใบอนุญาต ซึ่งอาจจะเพิ่มอีกเมื่อใกล้เวลาประมูล ขณะที่ช่องเด็กจำนวน 3 ช่อง ขณะนี้มีผู้สนใจ 8 ราย สำหรับช่องเอชดี คาดว่ามีจำนวนใกล้เคียงจำนวนช่องที่จะเปิดประมูล
"การเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัล จะไม่กระทบเพย์ทีวี ที่ยังมีฐานสมาชิกต่ำ เมื่อเทียบกับ ไต้หวัน เกาหลี ที่เป็นสมาชิกเพย์ทีวี 90% แต่จะกระทบ ฟรีทีวี อนาล็อก ที่จะถูกแชร์เม็ดเงิน จาก 6 ช่อง เป็น 24 ช่อง" สมพันธ์ กล่าว
ออกแบบประมูลราคาเกาะกลุ่ม
ขณะที่ นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) กล่าวว่าการเคาะราคาประมูล ทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ธุรกิจ "ราคาจะใกล้เคียงกับราคาตั้งต้น" โดยช่องเอชดี คาดว่าราคาประมูลจะอยู่ที่ช่องละ 2,000 ล้านบาท ,ช่องวาไรตี้ คาดราคาอยู่ที่ 500 ล้านบาท ,ช่องข่าว คาดราคาประมูลอยู่ที่ 300 ล้านบาท และช่องเด็ก คาดราคาที่ 145 ล้านบาท
ทั้งนี้ กสทช. ได้ออกแบบหลักเกณฑ์ประมูลทีวีดิจิทัล ด้วยการกำหนดระยะเวลาประมูล 60 นาที และให้เคาะเพิ่มราคา"รายครั้ง" ตามประเภทที่กำหนด เพื่อต้องการให้ "ผู้ชนะ"การประมูล ในแต่ละประเภทช่องมีราคาค่าใบอนุญาต"เกาะกลุ่ม" หรือต่างกันราว 10-20% เท่านั้น เพื่อให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทุกรายที่ต้นทุนใกล้เคียงกัน และนำเงินทุนที่มีอยู่ไปพัฒนาคอนเทนท์รายการให้มีคุณภาพสูง
เพื่อให้ผู้ชมได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัลในรอบ 50 ปี







