ตลาดทุนเผย"ต่างชาติ"ห่วงนโยบายเศรษฐกิจ หวั่นการเมืองแทรกแบงก์ชาติและองค์กรอิสระ ชี้ขาดทุนจำนำข้าว-แถลงตัวเลขส่งออกผิดกระทบความเชื่อมั่น
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติระยะยาว ยังไม่ได้ปรับมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่มีความระมัดระวัง และเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวมากขึ้น โดยปัจจัยที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น คงเป็นเรื่องสถานการณ์ในตลาดโลก โดยเฉพาะการผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ (18 มิ.ย.) และวันพรุ่งนี้ (19 มิ.ย.) ซึ่งจะมีผลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ต่างชาติยังกังวลว่า รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินของรัฐ ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงโครงการต่างๆ เช่นโครงการจำนำข้าว ซึ่งเป็นโครงการที่นักลงทุนไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น เพราะสร้างความเสียหายมาก และโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะสามารถผ่านสภาฯได้หรือไม่
"ต่างชาติกังวล แต่ยังไม่ได้ดิสเคาน์ตลาดหุ้นไทย หากการดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาด ก็ต้องระวังว่า ต่างชาติอาจจะเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งหนี้สาธารณะก็เป็นความเสี่ยงในระยะยาว หากรัฐบาลไม่รักษาวินัยการคลัง บริหารจัดการไม่ได้ เม็ดเงินก็พร้อมจะออกเร็วและแรง ส่วนเรื่องการชุมนุมทางการเมือง ไม่มีผลกระทบในระยะนี้"
เขากล่าวต่อว่า จุดขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย คือ การลงทุนของภาครัฐที่ต้องตรงเวลา ซึ่งหากโครงการผ่าน และดำเนินการได้ตามกำหนดเวลา จะสามารถทำให้ตลาดหุ้นไทยพลิกผันได้ และมีโอกาสทำให้ดัชนีทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือ All Time High หลังจากที่ผ่านมาเหมือนกับตลาดอื่นในภูมิภาค
ปัจจุบันมีเงินทุนต่างชาติทยอยซื้อหุ้นไทยแล้ว ในช่วงที่ราคาหุ้นต่ำ ส่วนใหญ่เป็นแรงซื้อจากนักลงทุนสหรัฐ เพราะมองว่าราคาถูกในระดับที่เข้าซื้อได้แล้ว เพราะต่างชาติรู้ว่าศักยภาพของไทยยังเติบโตได้อีก ขณะเดียวกันก็มีต่างชาติบางกลุ่ม ที่มองหาพันธมิตรในไทยเข้าไปลงทุนในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เช่น พม่า
เปิด 2 ปัจจัยเสี่ยงภายในกระทบหุ้น
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงภายในประเทศที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย มี 2 ปัจจัย คือ ความเสี่ยงในการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลังจากในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ผลประกอบการออกมาดีมาก ทำให้หลายแห่งปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ขึ้น จาก 14-15% เป็น 20% แต่มีความเป็นไปได้ว่ากำไรบจ. อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คาด
อีกประเด็นคือ การเมือง ซึ่งเดิมทีการเมืองไม่ค่อยมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แต่ปัจจุบันการเมืองมีผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เห็นได้ชัดคือ การเปิดเผยตัวเลขการส่งออก จาก 10% ลดลงมาเหลือ 2% ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นพอสมควร ต้องติดตามดูว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ หากนโยบายต่างๆ ชัดเจน จะสร้างความเชื่อมั่นๆ ได้
"ความเสี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นมีมากขึ้น ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ซึ่งในเรื่องการชุมนุมทางการเมืองไม่ค่อยมีผล แต่ประเด็นทางการเมือง คงให้ความสำคัญกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งเห็นว่าการเมืองเริ่มมีผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปก็ต้องระมัดระวังการดูตัวเลขเศรษฐกิจให้ดี เพราะการเปิดเผยตัวเลขส่งออกผิด กระทบพอสมควร"
การลงทุนรัฐไม่ราบรื่นกดแรงซื้อชะลอ
ส่วนนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ขณะนี้ความเสี่ยงทางด้านการดำเนินนโยบายของรัฐบาล น่ากลัวว่าความเสี่ยงทางการการเมือง หากการลงทุนในโครงการภาครัฐไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาด นักลงทุนอาจจะชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลทำให้โครงการต่างๆ ผ่านไปได้ นักลงทุนก็จะมั่นใจมากขึ้น
"เชื่อว่าผลการประชุมเฟดในวันนี้ (18 มิ.ย.) และพรุ่งนี้ (19 มิ.ย.) จะไม่ทำให้ตลาดตื่นตระหนก หรือช็อกตลาด แต่จะทำให้ตลาดเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของเฟดมากขึ้น"









