หุ้นไทยดิ่งหนัก!ย้อนหลัง 3 สัปดาห์ มาร์เก็ตแคปวูบ 2.46 ล้านล้าน แบงก์กลางเอเชียขยับรับมือ'หุ้น-ค่าเงิน'ป่วน! ธปท.รับแทรกแซงค่าเงิน อุ้มบาท
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าแทรกแซงค่าเงินบาท เช่นเดียวกับธนาคารกลางในเอเชียหลายประเทศ หลังจากค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากแรงเทขายทำกำไรในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ และถอนเงินออกจากภูมิภาค จากความกังวลธนาคารสหรัฐ (เฟด) จะลดปริมาณอัดฉีดเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในการประชุมวันที่ 18-19 มิ.ย. นี้
ตลาดเงินและตลาดหุ้นไทยผันผวนต่อเนื่อง จากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเข้าไปทดสอบที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงกว่า 200 จุด จากระดับ 1640 จุด
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ได้เข้าไปดูแลตลาดเงิน โดยขายเงินดอลลาร์ออกมาเพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ซึ่งยอมรับว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าค่อนข้างเร็ว แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค ซึ่งบางสกุลมีการอ่อนค่าในระดับที่มากกว่าค่าเงินบาท ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล
"เรื่องค่าเงินเราก็ดูแลอยู่ แบงก์ชาติเองมีหน้าที่ดูแลไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเร็วไป สัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็ได้ขายดอลลาร์ ซึ่งก็ช่วยทุเลาลงได้บ้าง และเป็นการลดภาระของเราลงด้วย เพราะว่าที่ผ่านมาแบงก์ชาติเองก็ได้เก็บทุนสำรองไว้ค่อนข้างมาก" นายประสาร กล่าว
นายประสาร กล่าวอีกว่าการดูแลค่าเงินนั้น ธปท.ต้องระมัดระวังว่าไม่เป็นลักษณะการฝืนกลไกตลาด โดยยอมรับว่าการขายของนักลงทุนต่างชาตินั้นในช่วงนี้มีบ้างที่ขายแล้วนำเงินออกนอกประเทศ แต่ปริมาณไม่สูงมาก และ ธปท.ไม่มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ด้วย เพราะเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรของไทยช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่านักลงทุนต่างประเทศมียอดถือคงค้างอยู่ประมาณ 8 แสนบาท หรือประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับเงินสำรองที่ ธปท. มีอยู่ประมาณ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ถือว่าไม่ได้มากนัก
ส่วนสาเหตุการอ่อนค่าของเงินบาท รวมถึงค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคนั้น ประเด็นหลักมาจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหลายตัวที่ออกมาดี รวมทั้งเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับมุมมองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียลง นักลงทุนจึงพากันเทขายสินทรัพย์ออกมา
ชี้ตลาดตื่นข่าวมากเกินไป
นายประสาร มองว่า การปรับตัวของตลาดเงินในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าตอบสนองต่อข่าวที่เข้ามากระทบมากเกินไป สะท้อนจากผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ปรับขึ้นจากระดับ 1.6% เป็น 2.9% ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างมาก
"ช่วง 2 วันมานี้ ก็ปรับลดลงไปบ้าง เป็นลักษณะที่เรียกกันว่า Frontrunning เร็วเกินไป แต่ปัจจัยดังกล่าว มีปัจจัยเสริมอีกหนึ่งประการ คือ เศรษฐกิจจีนช่วงหลังชะลอลง นักลงทุนจึงปรับมุมมองการเติบโตของเศรษฐกิจของภูมิภาคใหม่ เดิมเคยมองว่าโตสูง แต่ตอนนี้ก็ปรับลดลง เช่นเดียวกับมุมมองเรื่องราคาสินทรัพย์ของเศรษฐกิจเกิดใหม่ เดิมมองว่าราคาน่าจะสูง ตอนนี้ก็เริ่มปรับมุมมองลง จึงเห็นว่าดัชนีหุ้นอ่อนตัวลงไปมาก เรียกว่าโอเวอร์ชูตหรือตอบสนองเร็วเกินไป"
นายประสารกล่าวว่าการปรับลดลงของดัชนีหุ้นไทยวานนี้ (13 มิ.ย.) เชื่อว่ายังเป็นผลจากปัจจัยเดิม เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก พอมีข่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้น นักลงทุนกลุ่มนี้ก็เทขายออกมาแล้วกลับออกไป หรือบางกลุ่มก็อาจจะปรับพอร์ตการลงทุน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกอะไร
บาทต่อดอลลาร์แข็งค่า ผวา ธปท. แทรกแซง
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (13 มิ.ย.) ปรับตัวแข็งค่าค่อนข้างมากในช่วงบ่าย หลังจาก ธปท.ยอมรับว่าเข้าดูแลความผันผวนของเงินบาท ในขณะที่ในช่วงเช้าอ่อนค่าทะลุ 31 บาทต่อดอลลาร์
ค่าบาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาด เคลื่อนไหวอยู่ที่ 30.74/78 จาก 31.05/08 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทค่อนข้างผันผวน โดยปรับตัวตามตลาดหุ้นที่ฟื้นตัวในช่วงบ่าย และ ธปท.ออกมายอมรับว่าแทรกแซงตลาด
หุ้นผันผวน-ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ
วานนี้ (13 มิ..ย.) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนีปรับลดลงต่ำสุดที่ 1,351.95 จุด ลดลงถึง 81.52 จุด ก่อนที่จะกระเตื้องมาปิดตลาดที่ 1403.27 จุด ลดลง 30.20 จุด คิดเป็น 2.11% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 8.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อจำแนกตามกลุ่มนักลงทุน ปรากฏว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิเป็นวันแรกในรอบ 2 สัปดาห์ โดย กลุ่มสถาบันขายสุทธิ 211.54 ล้านบาท บัญชีโบรกเกอร์ขายสุทธิ 1,920.01 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 1,394.49 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อ 737.06 ล้านบาท
แต่ในช่วงครึ่งวันเช้า หุ้นไทยดิ่งลงอย่างรุนแรง นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาแถลงข่าวด่วนถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลึกสุดระหว่างเทรดถึง 5% นั้น ตลาดหลักทรัพย์ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อกระทรวงการคลัง และ ธปท.รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการหารือในกรณีพิเศษ เพราะสาเหตุที่หุ้นไทยปรับลงแรงเป็นไปในทิศทางของภูมิภาค
"การที่ดัชนีหุ้นลงแรงนักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนก เพราะที่ผ่านมาดัชนีสูงสุดที่ 1640 จุด ส่วนใหญ่เป็นแรงเทขายของต่างชาติดึงเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐ เพราะมองสถานการณ์เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น ผมมองว่าน่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยนแปลง นักลงทุนที่สนใจต้องการถือ 1 ปี ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีค่าพีอีเรโช 12.45 เท่า ส่วนมาร์เก็ตแคป อยู่ที่ 11.6 ล้านล้านบาท" นายจรัมพร กล่าว
สมาคมโบรกฯไม่ห่วงฟอร์ซเซล
ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การบังคับขายหรือฟอร์ซเซล ยังไม่น่ากังวล เพราะแต่ละโบรกเกอร์มีลูกค้าถูกบังคับขาย 1-2 ราย และวงเงินฟอร์ซเซลที่ปล่อยทั้งระบบมีเพียง 5 หมื่นล้านบาทถือว่าไม่สูงหากเทียบกับในอดีต
ส่วน นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ กรรมการ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงรอบนี้ บริษัทยังไม่มีการบังคับขาย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มีการดูแลตัวเอง เมื่อราคาหุ้นปรับลดลงแรง ก็จะยอมตัดขายขาดทุนมากกว่าที่จะบริษัทจะเข้าไปดำเนินการ และคาดภาพรวมทั้งระบบสัดส่วนฟอร์ซเซลไม่น่าจะมีมาก เพราะปัจจุบันลูกค้าจะซื้อขายเงินสดมากกว่า
"ตัวเลขฟอร์ซเซลไม่น่าเป็นห่วง เพราะวงเงินที่ปล่อยทั้งระบบเพียง 5 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมาก ปัจจุบันโบรกเกอร์มีฐานะเงินกองทุนที่เข้าแข็งกว่าในอดีต"
มาร์เก็ตแคป หาย 2.46 ล้านล้าน
หากพิจารณาตั้งแต่ดัชนีทำจุดสูงสุดของปีนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 ที่ระดับ 1649.77 จุด มูลค่าตลาดรวมตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 14.09 ล้านล้านบาท ถึงปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยลดลงมาแล้วรวม 295 จุด เทียบจากต่ำสุดที่ระดับ 1354 จุด หรือ -17.88% ขณะที่พิจารณาที่มาร์เก็ตแคปเมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.) อยู่ที่ 11.6 ล้านล้านบาท พบว่าภายใน 3 สัปดาห์มาร์เก็ตแคปลดลง 2.46 ล้านล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสะสมรวม 5.5 หมื่นล้านบาท (ณ 12 มิ.ย. 2556)
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มกลับมารีบาวน์ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนได้ประกาศงบไตรมาส 2/2556 ออกมา โดยเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรของ บจ. โดยรวมจะอยู่ที่มากกว่า 20% ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง
นายวิน กล่าวอีกว่าแรงขายจากต่างชาติน่าจะยังคงมีอยู่ และน่าจะมีการขายออกอีกราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะกดดัชนีหุ้นไทยไปอยู่ที่ระดับ 1380-1350 จุด ทั้งนี้ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2554 นักลงทุนต่างชาติได้เข้าทยอยลงทุนในประเทศไทยกว่า 1 แสนล้านบาท มองว่าการขายออกรอบนี้จะอยู่ที่ระดับ 7-7.5 หมื่นล้านบาท
"กิตติรัตน์"แนะดูแลเสถียรภาพค่าบาท
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อยากให้ ธปท. ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากเกินไป เพราะถ้าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนมาก อาจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนด้วย
"ถ้าดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งหรืออ่อนค่าเร็วไปได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี คงจำกันได้ว่า เมื่อเดือนที่แล้วเงินบาทแข็งค่าไปที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ มาวันนี้ขยับขึ้นมากว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ จึงไม่เรียกว่าประสบความสำเร็จในเรื่องการมีเสถียรภาพ เพราะถ้าย้อนกลับไปได้ เงินบาทไม่แข็งค่าขึ้นเลย มันก็ไม่จำเป็นต้องอ่อนกลับมาที่เก่า ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ ทำยังไงไม่ให้ค่าเงินเป็นลักษณะ 3 เดือนแข็ง 4 เดือนอ่อน" นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ มั่นใจว่า ธปท. มีศักยภาพเพียงพอในการบริหารจัดการ เพราะว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในขณะนี้ถือว่ามีมากพอ และสามารถนำมาใช้เป็นกันชนในการดูแลเสถียรภาพเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนได้
แบงก์กลางเอเชียรับมือตลาดป่วน
รูเปี๊ยะห์ฟื้นตัวขึ้นในวันนี้ หลังจาก ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดคิด ขณะที่สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียอ่อนค่าลงโดยส่วนใหญ่จากความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน
รูเปี๊ยะห์ร่วงแตะ 9,895 ต่อดอลลาร์ จนกระทั่งมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทำให้รูเปี๊ยะห์แข็งค่าสู่ระดับ 9,870 ต่อดอลลาร์
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเป็นครั้งที่สองในสัปดาห์นี้ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง 0.25% เป็น 6% หลังจากตรึงดอกเบี้ยมาเป็นเวลา 15 เดือน การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้เพิ่งมีการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.25% เป็น 4.25% เพื่อหนุนเงินรูเปี๊ยะห์ที่อ่อนค่า
ธนาคารกลางให้เหตุผลว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายผสมผสาน เพื่อป้องกันเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้น และเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงินโลก
ขณะค่าเงินหยวนอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในวันนี้ แม้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้กำหนดค่ากลางหยวนที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งก็ตาม ซึ่งนับเป็นสัญญาณว่าแรงหนุนในช่วงขาขึ้นของหยวนได้ชะลอตัวลงตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.
หยวนอ่อนค่าลง แม้ดอลลาร์ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับเยน ขณะที่นักลงทุนขายดอลลาร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่
ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนักทั่วภูมิภาค
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งในแง่เทคนิคแสดงให้เห็นว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมีแล้ว และหุ้นเอเชียดิ่งแตะระดับต่ำสุดใหม่ในปีนี้ ขณะที่แนวโน้มการชะลอมาตรการกระตุ้นของธนาคารกลางต่างๆ เป็นปัจจัยทำลายความเชื่อมั่นในตลาด
เทรดเดอร์บางคน กล่าวว่า การปรับสถานะการลงทุนรุนแรงขึ้น เมื่อกองทุนเฮดจ์ฟันด์บางกองทุนได้เทขายสินทรัพย์เพื่อถือเงินสดก่อนปิดบัญชีรอบครึ่งปี
วานนี้ ดัชนีนิกเคอิ ทรุดหนักกว่า 6% โดยปรับลงต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ขณะที่นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของจีน และแนวโน้มนโยบายของเฟด หลังจากที่ ดัชนีนิกเคอิพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่งในเดือนที่แล้ว
นักวิเคราะห์กล่าวว่า นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ทั่วโลก และนักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่น เกี่ยวกับเฟดปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดัชนีเอ็มเอสซีไอสำหรับตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ดิ่งลง 1.9% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2012 ซึ่งร่วงลงในวันเดียวมากที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์
หุ้นออสเตรเลียร่วงลง 0.6% หลังแตะระดับต่ำสุดใหม่ในรอบ 5 เดือนครึ่ง ขณะที่หุ้นเกาหลีใต้ดิ่งลง 1.4% ส่วนตลาดหุ้นจีนเปิดทำการอีกครั้ง และร่วงลงจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในเดือนพ.ค. หลังจากปิดทำการในวันจันทร์ถึงวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดทำการอีกครั้งเช่นกัน และรูดลงกว่า 2%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดจะผันผวนมากขึ้นจนกว่าจะถึงการประชุมนโยบายของเฟดในสัปดาห์หน้า จนกว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการปรับลดมาตรการกระตุ้น ซึ่งหากความผันผวนของตลาดหุ้นลดลง ค่าเงินก็จะกลับมาซื้อขายตามปัจจัยพื้นฐาน"
นายโยชิฮิเดะ ซูกะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า แรงขายทำกำไรของนักลงทุนเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ราคาหุ้นญี่ปุ่นดิ่งลงอย่างหนัก









