ราคาหุ้น"พีทีจี เอ็นเนอยี่" ต่ำจองเป็นวันแรกตามกระแสตลาดหุ้นร่วง ผู้บริหารยังย้ำพื้นฐานแน่น ปีนี้รายได้โต 40-50% ตามแผนขยายสถานี
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี่ หรือ PTG วานนี้ (13 มิ.ย.) ปิดการซื้อขายที่ระดับราคา 3.80 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 5.00% จากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขาย 85.1 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาปิดการซื้อขายที่ 3.80 บาท เป็นราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาจองเป็นครั้งแรก ตั้งแต่บริษัทเข้าซื้อขายในวันที่ 30 พ.ค. 2556 ที่ราคาหุ้นไอพีโอ 3.90 บาท
นายพิทักษ์ รัชกิจปราการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี่ หรือ PTG ผู้ประกอบธุรกิจค้าน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้สถานีบริการน้ำมัน PT เปิดเผยว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงต่ำกว่าราคาที่เสนอขายไอพีโอนั้น เป็นไปตามภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ ที่หุ้นปรับตัวลดลงทั้งตลาด ทำให้ราคาหุ้นบริษัทได้รับผลกระทบไปด้วย ยังยืนว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าผลประกอบการปีนี้จะเติบโตได้ตามแผน
"ที่หุ้นลดลงต่ำกว่าราคาจอง เป็นภาวะปกติในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทั้งหุ้นไทยและหุ้นในภูมิภาค แต่บริษัทก็ไม่มีนโยบายเข้าดูแลราคาหุ้น และจะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามปัจจัย ทั้งนี้ ยังเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานบริษัทและเชื่อว่านักลงทุนก็ยังเชื่อมั่นอยู่ โดยในสัปดาห์หน้าก็จะมีนักลงทุนวีไอ และนักลงทุนสถาบัน 2-3 บริษัทเข้ามาโรดโชว์"
เขากล่าวว่า ผลประกอบการปีนี้ บริษัทคาดการณ์การเติบโตของรายได้รวมและปริมาณขายปีนี้ที่ 40-50% จากปี 2555 ที่มีรายได้รวม 41,724 ล้านบาท และมีปริมาณขายน้ำมัน 1,373 ล้านลิตร เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีการขยายสถานีบริการน้ำมันและขยายระบบขนส่งที่มากขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1% โดยผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 11, 877 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 2,252 ล้านบาท หรือ 23% เพราะการควบคุมต้นทุนที่ดี และการขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น บริษัทมีกำไรสุทธิ 124 ล้านบาท ซึ่งลดลงเมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน 16 ล้านบาท หรือลดลง 11% เพราะบริษัทจ้างพนักงานเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการลงทุนด้านบุคลากร ซึ่งสอดคล้องและรองรับการขยายตัวในอนาคตของบริษัท
ขณะนี้ บริษัทได้ขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2556 รวมทั้งสิ้นมากกว่า 600 สาขาทั่วประเทศแล้ว ซึ่งได้เปิดสถานีบริการน้ำมันใหม่จำนวน 32 สาขา จากเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะมีการเพิ่มจำนวนสาขาทั้งหมดในปีนี้ที่ 155 สาขา โดยสาขาที่เปิดใหม่นั้นแบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันที่บริษัทบริหารเอง (สถานีบริการน้ำมัน COCO) จำนวน 29 สาขา และที่เหลืออีก 3 สาขา เป็นสถานีบริการน้ำมันที่เป็นของตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของบริษัท (สถานีบริการน้ำมัน DODO) ส่งผลให้บริษัทมีสถานีบริการน้ำมัน COCO จำนวน 426 สถานี และ สถานีบริการน้ำมัน DODO จำนวน 180 สาขา
จากการที่บริษัทปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันใหม่ ทำให้ยอดขายต่อสถานีต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 1.7 แสนลิตร ประกอบกับบริษัทมีคลังน้ำมันซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวน 7 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย จ.ลำปาง จ.ขอนแก่น จ.สระบุรี จ.นครราชสีมา (อ.ปักธงชัย) จ.สมุทรสงคราม จ.ชุมพร และจ.นครศรีธรรมราช ทำให้การกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันของบริษัทได้ตามความต้องการลูกค้า
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะกระจายคลังน้ำมันให้อยู่ทุกส่วนภูมิภาคของประเทศ และคาดว่าอนาคตอันใกล้อาจจะมีการขยายคลังน้ำมันในภาคเหนือและอีสานเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้การกระจายน้ำมันได้ดีกว่าเดิมและครอบคลุมพื้นที่ให้บริการได้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันคลังน้ำมันมีกำลังการผลิต (บรรจุ) น้ำมันได้ที่ 186 ล้านลิตร
นายพิทักษ์ กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ มั่นใจกำไรสุทธิจะดีกว่าไตรมาสแรก ที่มีกำไรสุทธิ 125 ล้านบาท และจะเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะมีจำนวนสถานีน้ำมันมากขึ้น ส่งผลรายได้และยอดขายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non Oil เป็น 5-10% ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับไม่ถึง 1% และยังมีแผนขยายคลังน้ำมันเพิ่มอีก 2-3 แห่ง ในเขตภาคเหนือและอีสาน ภายในปี 2557 โดยเป็นการเช่า เพื่ออำนวยให้กับระบบการขนส่งมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วประเทศ









