"ทีอาร์ซี"เร่งบริษัทลูกส่งมอบงาน ดันมาร์จินทั้งปีแตะ 15%ครึ่งหลังจ่อยื่นซองอีก 2.4 หมื่นล้าน ยันรายได้ปีนี้แตะ 5 พันล้าน ปีหน้าลุ้นโตกระโดด
นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น หรือ TRC เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทวางแผนเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นทั้งปีเป็น 15% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 13-14% แต่ยอมรับไตรมาสแรกปีนี้ที่ผ่านมา อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทลูกไม่สามารถส่งมอบงานได้ ทั้งนี้บริษัทจะเร่งให้บริษัทลูกสามารถ ส่งมอบงานได้ตามกำหนด เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นเป็นไปตามคาด
เขากล่าวว่า ครึ่งปีหลังนี้บริษัทมีแผนเข้าประมูลงานเพิ่มอีก 2.4 หมื่นล้านบาท คาดจะได้ชนะการประมูล 70-80% โดยแบ่งเป็นในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ จะมีการเข้าประมูลโครงการวางท่อก๊าซสระบุรี-โคราช มูลค่าโครงการ 9 พันล้านบาท งานวางท่อก๊าซในประเทศมูลค่าพันล้านบาท ซึ่งจะรู้ผลเดือน ก.ค.นี้ งานปรับปรุงรางรถไฟเก่า มูลค่าพันล้านบาท โดยจะให้บริษัทลูกเข้าไปประมูล ทราบผลในช่วงเดือนส.ค.
นอกจากนี้ยังมีงานโครงการก่อสร้างถนนสะพานข้ามคลองชลประทานที่ 2 และระบบระบายน้ำเฟส 1 โครงการ Tpark Wang NOI 2 ของบริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค มูลค่าโครงการ 168 ล้านบาท คาดจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ ส่วนภายในไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทเตรียมเข้าประมูลงานวางระบบและก่อสร้างสถานีเพิ่มความดันก๊าซมูลค่าโครงการ 200 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ
จากแผนงานประมูลโครงการ คาดว่าจะส่งผลให้งานในมือภายในสิ้นปีนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับงานในมือที่สูงที่สุด จากปัจจุบันที่มีงานในมือแล้ว 2.6-2.7 พันล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ถึงกลางปี 2557
นายสมัย กล่าวอีกว่า ปี 2557 บริษัทคาดหวังผลประกอบการจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด หากรัฐบาลผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่ง 80% ของงานในโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งบริษัทสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ส่วนปีนี้บริษัทคาดหวังรายได้รวม 5 พันล้านบาท โดยงวดไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 642 ล้านบาท ลดลง 36.69% และมีกำไรสุทธิ 9.94 ล้านบาท ลดลง 86.97% จากงวดเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.73% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 1.55%
ขณะที่ นายบดินทร์ แสงอารยะกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไพลอน หรือ PYLON กล่าวว่า กำไรสุทธิปีนี้น่าจะสูงกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปีที่แล้วบริษัทมีกำไรสุทธิ 64 ล้านบาท และเคยมีกำไรสุทธิสูงสุดที่ 75 ล้านบาท เมื่อปี 2554 ทั้งนี้เป็นผลจากภาวะตลาดโดยรวมปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาวะการเมืองที่นิ่งและมีโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐเกิดขึ้นจำนวนมาก
"กำไรสุทธิปีนี้จะดีกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา คาดว่ากำไรไตรมาสต่อไปจะดีขึ้นจากไตรมาส 1 เรื่อยๆ ทั้งงานใหญ่ที่จะรับในไตรมาส 2-4 มีการปรับราคาสูงขึ้นตามภาวะตลาด และยอดขายก็น่าจะดี และปีนี้กำไรจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หลักๆ คือตลาดรวมดี การเมืองนิ่ง มีโครงการภาครัฐเข้ามา"
ทั้งนี้ มั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,094 ล้านบาท จากการทยอยรับรู้รายได้จากงานที่มีอยู่ในมือแล้ว 70% ของมูลค่างาน 1,100-1,200 ล้านบาท งานในมือปัจจุบันแบ่งเป็นงานที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทแม่ 923 ล้านบาท และงานที่อยู่ในมือของบริษัทย่อย 160 ล้านบาท และแบ่งเป็นงานฐานราก 34% ของพอร์ต งานฐานรากรวมค่าแรง 20% ของพอร์ต งานก่อสร้าง 31% และงานในมือของบริษัทย่อย 15%
ส่วน นายบดินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่เพิ่มเติมอีกมูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงานฐานราก (เสาเข็มเจาะ) มูลค่า 1,000 ล้านบาท และงานก่อสร้างมูลค่า 500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดจะมีโอกาสชนะงานประมูลดังกล่าว 25-30% ของมูลค่างานที่ยื่นประมูลทั้งหมด









