อีกหนึ่งคนคุณภาพในธุรกิจกองทุนรวมที่คร่ำหวอดในแวดวงตลาดทุนมาอย่างยาวนาน
ช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาจังหวะการซื้อก็ไม่ง่ายเพราะตลาดไม่ค่อยปรับตัว แต่ลักษณะนี้ถ้าตลาดขึ้นไปแรงก็พยายามลดสัดส่วนลงมาเช่นกัน หากมองว่าตลาดร้อนแรงจนเกินพื้นฐานไปแล้วเป็นจุดในการตัดสินใจ ถ้าเราดูว่าไม่สูงเกินไปก็สามารถจะถือต่อไปได้
อีกหนึ่งคนคุณภาพในธุรกิจกองทุนรวมที่คร่ำหวอดในแวดวงตลาดทุนมาอย่างยาวนาน แม้ที่ผ่านมา ชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายบริหารกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี จะอยู่เบื้องหลังในความสำเร็จของกองทุนหุ้นของบลจ.เอ็มเอฟซี แต่วันนี้เขาพร้อมจะก้าวสู่เบื้องหน้าเพื่อเปิดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์มาแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกัน
ชาคริต บอกว่า ส่วนตัวจะแบ่งเงินออมเพื่อหาผลประโยชน์ใน 2 ส่วนหลักๆ ที่สำคัญ คือ 1) "ลงทุนในตลาดทุน" ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งส่วนใหญ่ทำผ่านกองทุนรวม โดยจะเลือก “กองทุนประหยัดภาษี” ทั้งในส่วนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก่อนที่เหลือจึงไปลงทุนกองหุ้นทั่วไป ในส่วนของหุ้นรายตัวจะเป็นการลงทุนระยะยาวมากๆ และเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงและมองระยะยาวเป็นสำคัญเพื่อไม่ต้องติดตามมากนัก และส่วนที่ 2) "ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์" ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้เช่าเป็นรายได้ที่ไม่ค่อยหวือหวาแต่สม่ำเสมอ โดยมองผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยให้พอร์ตรวมประมาณ 10 - 15% ต่อปี ทั้งนี้จะใช้การลงทุนในส่วนของหุ้นมาเป็นตัวที่ดึงผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการในระยะยาวเพราะผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์เองนั้นเฉลี่ยประมาณ 7 - 8 ต่อปี เท่านั้น ถือเป็นผลตอบแทนที่ไม่สูงแต่มีความสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นโดยรวมจะมี 2 ส่วนที่ผสมกันเพื่อทำให้ผลตอบแทนในภาพรวมดีขึ้น
"สัดส่วนของเงินออม ถ้าเป็นเงินลงทุนจะอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเป็นรายได้จะมาจากส่วนที่เป็นตราสารทุนสูงกว่า เพราะอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนจะต่ำกว่า แม้จะเป็นพอร์ตที่ค่อนข้างเชิงรุก (Aggressive) ไปบ้าง แต่ก็เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณที่วางไว้"
ชาคริต ยังบอกอีกว่า ถ้านักลงทุนจะลงทุนควรจะลงทุนในสิ่งที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด ส่วนตัวไม่ลงทุนทองคำเพราะรู้สึกว่าไม่เชี่ยวชาญด้านนั้นทั้งในแง่ของการประเมินมูลค่าและการดูทิศทางเมื่อคิดว่าตัวเองไม่เชี่ยวชาญด้านนั้นก็หลีกเลี่ยงไปลงทุนในสิ่งที่คิดว่ารู้ดีมากกว่า นั่นก็คือ “หุ้น” โดยกองทุนที่เลือกจะไม่เน้นเงินปันผลหรือจ่ายเงินปันผลไม่มาก เน้นการเพิ่มมูลค่าในระยะยาวมากกว่า เพราะเงินลงทุนส่วนหนึ่งจะมีรายได้ที่สม่ำเสมออยู่แล้วจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นในส่วนหุ้นจึงไม่เน้นเงินปันผล เพราะถ้าได้เงินปันผลไปการลงทุนใหม่เพื่อให้ได้ผลตอบแทนก็ต้องหาวิธีเพื่อลงทุนอีก แต่ถ้าเอาผลตอบแทนที่ได้ค้างไว้ทั้งหมดจะทำให้มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ ถ้ามองระยะยาวมันจะมีส่วนที่เป็น “การลงทุนใหม่ (re-investment)” ถ้าคุณสร้างผลตอบแทนได้ 15% ต่อปี แค่ 5 ปี เงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นมาเป็น “2 เท่า” เพราะคิดผลตอบแทนบนผลตอบแทนอีกต่อหนึ่งด้วยนั่นเอง
ในช่วง 5 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ถ้าคิดง่ายๆ อาจจะได้ผลตอบแทนแค่ 75% แต่จริงๆ มันจะมีส่วนที่เป็น “ผลตอบแทนบนผลตอบแทน” ที่ทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นมาเป็น 100% แต่ตรงนี้คงขึ้นกับนักลงทุนแต่ละคนว่ามีนโยบายการลงทุนอย่างไรด้วยบางคนอาจจะต้องการเงินปันผลออกมาเพื่อนำไปใช้จ่าย เป็นต้น
“แต่ว่าถ้าไม่มีความจำเป็นในส่วนนั้นการนำเงินไป re-invest เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมาจะดีกว่าที่จะเอาออกไป โดยส่วนตัวจะแบ่งเงินลงทุนเป็นไม้เพื่อเข้าลงทุนปีละ 2 - 3 ครั้ง หาจังหวะที่มองว่าตลาดมีความเสี่ยงในขาลงน้อยไม่มาก ถ้าลงต่อก็ซื้อตอ่ไป แต่ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาจังหวะการซื้อก็ไม่ง่ายเพราะตลาดไม่ค่อยปรับตัว แต่ลักษณะนี้ถ้าตลาดขึ้นไปแรงก็พยายามลดสัดส่วนลงมาเช่นกัน หากมองว่าตลาดร้อนแรงจนเกินพื้นฐานไปแล้วเป็นจุดในการตัดสินใจ ถ้าเราดูว่าไม่สูงเกินไปก็สามารถจะถือต่อไปได้”
สำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นจะลงทุนโดยตรงในคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือ “ทำเล” แต่ส่วนตัวไม่ได้เลือกทำเลใจกลางเมืองที่ราคาแพง ค่าเช่าแพง แต่จะเน้นทำเลที่ดีในระดับที่ไม่แพงมากหาลูกค้าที่มีฐานค่อนข้างจะกว้าง คนทำงานที่รายได้ไม่สูงมากเงินลงทุนส่วนนี้มีอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงมากแต่ค่อนข้างสม่ำเสมอ จะใช้ “leverage” บ้างแต่ไม่มากนักระยะประมาณ 4 - 5 ปี เพราะการลงทุนในอสังหามักจะคืนทุนได้ในช่วง 8 - 10 ปี ถ้า leverage สูงไปสินทรัพย์คุณก็เสื่อมพอดี ใช้ leverage บางส่วนเท่านั้นในระดับที่เหมาะสม อย่าลืมว่าคุณกู้มา 7% ได้ผลตอบแทน 8% ส่วนต่างน้อยมาก แต่ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์คืออาจจะมีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นจากราคาในระยะยาวและรายได้ที่สม่ำเสมอส่วนหนึ่ง มากกว่าจะไปมองเป็นสินทรัพย์หลักที่จะเอาไว้สร้างมูลค่า
“อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ได้คิดที่จะขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนแต่ประการใดและกำลังเริ่มมองว่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ต่างจังหวัดกำลังมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ขยับเข้าไปลงทุนแต่ประการใด”
ส่วนตัวชาคริตมีเป้าหมายที่ชัดเจนเรื่องเกษียณ เขาจึงมองว่าการสร้างความมั่งคั่งเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันผลตอบแทนในระหว่างที่ยังทำงานก็จะมาจาก “ค่าจ้าง” ส่วนหนึ่งและ “เงินลงทุน” ส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นระหว่างที่ทำงานอยู่เงิน 2 ส่วนนี้อาจจะไม่แตกต่างกันมาก แต่มองในอนาคตก็พยายามจะเพิ่มผลตอบแทนที่มาจากการลงทุนให้สูงขึ้นซึ่งจะรับกับส่วนที่ตัวเองจะต้องไปเกษียณในอนาคต เพราะเวลาเกษียณผลตอบแทนที่จะได้ก็จะมาจากการลงทุนเป็นหลัก
เพราะฉะนั้นเป้าหมายในอนาคตเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุนให้เพียงพอจะดูแลชีวิตตัวเองหลังเกษียณ ซึ่งส่วนนั้นถ้าทำได้ 10 - 15% คิดว่าเป็นอะไรที่สามารถไปถึงเป้าหมายในอนาคตได้ สมมติคุณมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทน 10% ต่อปี ถ้าคุณมีเงินอยู่ 10 ล้านบาท 10% ก็ 1 ล้านบาทต่อปี แล้วแต่ว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตของเราอยู่ที่เท่าไร ทั้ง 2 ปัจจัย นี้จะต้องเข้าไปสู่เป้าหมายที่เราวางไว้ในอนาคตให้ได้
ชาคริตแนะนำว่าการลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นกับ 2 เรื่อง คือ 1) ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญทั้งการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุน และ 2) เชี่ยวชาญในวิธีการที่ตัวเองลงทุนแล้วคิดว่ามันเวิร์คสำหรับตัวเองที่จะบรรลุเป้าหมายการเงินที่วางไว้ได้ และมันไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่นด้วย









