วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เซ็นเอสพีวีไทย-พม่าลุยทวายกลางมิ.ย.

"นิวัฒน์ธำรง"เผยไทย-พม่า เตรียมลงนามตั้งเอสพีวี เดินหน้าโครงการทวาย กลางเดือน มิ.ย. ยันญี่ปุ่นสนใจลงทุน

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมไทย-พม่าเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง (JCC) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16- 17 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ คณะทำงานร่วม JCC ระหว่างไทยและพม่า จะประชุมร่วมกันเพื่อสรุปข้อมูลของโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ก่อนที่จะนำข้อมูลทั้งหมดส่งให้กับคณะกรรมการ ร่วมระดับสูงระหว่างไทย - พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลังของไทย และนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีพม่า เป็นประธานพิจารณา จากนั้นจะมีการเซ็นสัญญาจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ร่วมระหว่างไทยและพม่า เพื่อเริ่มต้นในการดำเนินโครงการตามแผนงาน ที่ได้มีการวางไว้ก่อนหน้านี้

เขากล่าวด้วยว่า สาเหตุที่การประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทยและพม่า เพื่อเซ็นสัญญาจัดตั้ง SPV ที่กำหนดจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากรัฐบาลพม่า ติดภารกิจต้อนรับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ และยังมีกำหนดเป็นเจ้าภาพประชุมเวิลด์อีโคโนมิค ฟอรั่มออนอีสต์เอเชีย ที่จัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ อย่างไรก็ตามการเลื่อนการประชุม ออกไปเป็นช่วงกลางเดือน มิ.ย.ไม่ได้กระทบต่อการเดินหน้าโครงการฯทวายแต่อย่างไร

"เมื่อการตั้งเอสพีวีแล้วเสร็จ ก็จะมีการดำเนินการในส่วนของเอสพีซี ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อยที่จะลงทุนในส่วนต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งก็จะเป็นแผนการทำงานขั้นต่อไป ที่จะมีการโรดโชว์นำเสนอข้อมูลของโครงการเพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลก ที่มีความสนใจเข้ามาลงทุนในโครงการฯทวาย"นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว

ทั้งนี้ การจัดตั้ง SPV เพื่อเข้ามาพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายฯนั้น ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) (องค์การมหาชน) หรือเนด้า เป็นผู้เข้าร่วมจัดตั้งและร่วมทุนในSPV ภายใต้ชื่อบริษัท ทวาย เอส อี แซด ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ร่วมกับ เอฟอีอาร์ดี ของพม่า ถือหุ้นในสัดส่วนฝ่ายละ 50% กำหนดวงเงินลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 100 ล้านบาท

สำหรับกรณีที่มีหลายฝ่ายมองว่าประเทศญี่ปุ่น อาจไม่สนใจที่จะลงทุนในโครงการฯทวาย แต่จะเข้าไปลงทุนในโครงการฯติลาวาแทน นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวด้วยว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยประเทศญี่ปุ่นยังคงให้ความสนใจในโครงการนี้ โดยในการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างไทยและพม่าจะมีการเชิญตัวแทนของญี่ปุ่นเข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ อย่างเป็นทางการด้วย

นอกจากนั้นนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นเข้ามาประชุมหารือกับฝ่ายไทยเพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆของโครงการฯทวาย คาดว่าเมื่อญี่ปุ่นได้ข้อมูลต่างๆครบถ้วน ก็จะมีความร่วมมือกันในการลงทุนในโครงการฯทวายต่อไป

"ญี่ปุ่นจะมาเข้าร่วมโครงการนี้แน่นอน แต่ในขั้นที่จะมีการเซ็นเอสพีวีจะเป็นไทยกับพม่าก่อน ส่วนญี่ปุ่นนั้นก็จะเข้ามาร่วมประชุมและทำงานร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็มอบให้ทูตญี่ปุ่นเป็นตัวแทนในการเข้ามาหารือ ขณะที่ท่านนายกฯก็มอบหมายผมให้เป็นคนประสานงานพูดคุย ซึ่งก็มีการพบและพูดคุยกันมาบ้างแล้ว"นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว

นายนิวัฒน์ธำรง ยังกล่าวด้วยว่าเมื่อเร็วๆนี้ ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีช่วยคลังของญี่ปุ่น โดยตนได้ยืนยันถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ที่ในอนาคตจะมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 350,000 ล้านบาท รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20% ซึ่งถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนของญี่ปุ่น ให้สนใจที่จะลงทุนเพิ่มเติมในประเทศ และยังคงมีความมั่นใจที่จะดำเนินธุรกิจในไทยต่อไปในอนาคต

แหล่งข่าวผู้ประกอบการที่ร่วมกับญี่ปุ่น กล่าวว่า เดิมญี่ปุ่นจะเดินหน้าโครงการในนิคมอุตสาหกรรมติลาวาอย่างเต็มที่ โดยจะขนทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมหนักต่างๆไปลงทุน รวมทั้งสถาบันการเงินที่จะเข้าไปดูแล แต่นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางเยือนญี่ปุ่นและเจรจากับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขอให้สนับสนุนโครงการทวาย เพราะโครงการนี้จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงมากเพื่อให้เกิดขึ้นมาให้ได้ ทางญี่ปุ่นจึงชะลอติลาวาออกไปก่อน เพื่อรอดูความชัดเจนของทวายอีกครั้ง