วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงมูดี้ส์หั่นเรทติ้ง สะเทือนลงทุน2ล้านล้าน

"ธนวรรธน์"มองหากมูดี้ส์หั่นเครดิตไทยจากโครงการจำนำข้าว ส่งผลกระทบภาพลักษณ์ สะเทือนเมกะโปรเจค 2 ล้านล้าน ต้นทุนกู้เงินเอกชนเพิ่ม 0.25%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกมาเปิดเผยรายงานที่ระบุว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอาจส่งผลต่อการปรับลดอันดับเครดิตของประเทศว่า ต้องดูว่าหลังจากนี้มูดี้ส์จะมีการปรับลดอันดับของประเทศไทยหรือไม่และจะปรับลดในระดับใด เนื่องจากการรายงานอันดับความน่าเชื่อถือของมูดี้ส์มี 2 ระดับใหญ่ๆ คือ ในส่วนที่เป็นแนวโน้มคาดการณ์ (Out look) และในส่วนที่เป็นการรายงานอันดับความน่าเชื่อถือที่แท้จริงของประเทศ

"หากมูดี้ส์มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระดับที่เป็น Out look อาจไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทางตรงมากนัก แต่จะส่งผลกระทบในเชิงภาพลักษณ์มากกว่า"

ทั้งนี้ หากมีการปรับลดอันดับเครดิตลงในส่วนนี้ ต้องไปดูรายงานว่าจะให้ข้อมูลว่าเป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับอะไร เช่น เป็นความเสี่ยงในเรื่องของสถานะทางการคลัง จากโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐซึ่งนักลงทุนก็จะนำข้อมูลส่วนนี้ไปพิจารณาประกอบการเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจ และผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงซึ่งนักลงทุนอาจจะยังสนใจเข้ามาลงทุน โดยไม่ได้พิจารณาจากข้อมูลส่วนนี้ของมูดี้ส์ก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศลดเครดิตความน่าเชื่อถือในรายงานที่เป็นการรายงานอันดับความน่าเชื่อถือที่แท้จริง โดยหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิตลงจากระดับ BBB1ในปัจจุบันเป็น BBB2 ก็จะมีผลกระทบค่อนข้างมากเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติจะลังเลในการเข้ามาลงทุน อาจจะมองและตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทยถึงได้มีการถูกปรับลดอันดับเครดิต นอกจากนั้นจะมีการตั้งคำถามต่อเนื่องไปยังโครงการขนาดใหญ่ของรัฐโครงการอื่นๆ เช่น โครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านกาคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่าจะมีปัญหาในการดำเนินการหรือไม่ รวมทั้งยังจะมีการตั้งคำถามไปถึงเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคตเนื่องจากโครงการเหล่านี้ผูกโยงอยู่กับสถานะทางการคลังของประเทศในอนาคต

ส่วนผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดกับต้นทุนทางการเงิน จะไม่เป็นภาระต่อการกู้ยืมเงินของภาครัฐมากนักเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในประเทศ แต่โครงการของรัฐจะได้ผลกระทบในกรณีที่มีการไปโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนในต่างประเทศ ความสนใจในโครงการก็อาจลดลงเนื่องจากอันดับเครดิตถูกปรับลดลง ทั้งนี้ผลกระทบเรื่องต้นทุนการกู้เงินต่างประเทศจะไปเกิดขึ้นกับการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนมากกว่า แต่เชื่อว่าต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงขึ้นไม่เกิน 0.25% ต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิต 1 อันดับ