เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ส่งสัญญาณน่าเป็นห่วง ส่งออกวูบตามเศรษฐกิจโลก ลุ้นลงทุนภาครัฐหนุน
แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว หลังจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% อยู่ที่ 2.50% โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ขณะนี้ได้มีปัจจัยลบจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเช่นกัน ซึ่งจะกระทบส่งออกและภาพรวมเศรษฐกิจในที่สุด แต่ภาครัฐยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังรักษาระดับการเติบโตได้จากการลงทุนภาครัฐ
คณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการ มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยโดยตรง โดยตลาดสำคัญอย่างสหรัฐและยุโรป ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในยุโรปที่นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศยังเป็นในลักษณะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งทำให้แนวโน้มปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปยังมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไปอีกนาน
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2556 (ม.ค.- เม.ย.) มีมูลค่า 74,375.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.93% และหากคิดในรูปเงินบาท มีมูลค่า 2,206,031.1 ล้านบาท ลดลง 0.10% ซึ่งเป็นตัวเลขหลังจากมีการปรับตัวเลขใหม่ของกรมศุลกากรที่แจ้งคลาดเคลื่อนไปแล้ว
นอกจากนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่มีทิศทางชะลอตัวลง โดยบริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (CICC) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในปี 2556 ลงเหลือ 7.7% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 7.9% ซึ่งการปรับลดจีดีพีของจีนส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริโภคของจีนที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทนอย่างรถยนต์และตู้เย็นลดลงซึ่งการบริโภคที่ลดลงของจีนจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อจีนเท่านั้น
"จะเกิดผลกระทบต่อประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยที่จะส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า เช่น อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปยังประเทศที่ผลิตสินค้าส่งออกไปยังประเทศจีนได้น้อยลง"
นายคณิศ กล่าวอีกว่า แนวโน้มการส่งออกที่ลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ไม่สดใสเท่าที่ควร เนื่องจากในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ รัฐบาลยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทั้งโครงการลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนในระบบการขนส่งและคมนาคมของประเทศภายใต้วงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ได้มากนัก เนื่องจากทั้งสองโครงการต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายตามกระบวนการและคาดว่าจะเบิกจ่ายเงินได้ตามแผนตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นไป
การมีโครงการก่อสร้างและลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ จะช่วยหนุนให้จีดีพีของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 6% แต่หากการส่งออกยังมีทิศทางชะลอตัว ก็อาจขยายตัวต่ำกว่า 6% มองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4.5% ต่อปี
"เศรษฐกิจในปี 2557 ไม่น่าเป็นห่วง เพราะว่ารัฐบาลมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่รออยู่ โดยเฉพาะโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีการเบิกจ่ายเงินกู้ต่อเนื่องถึงปีละ 3 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 7 ปี โดยโครงการนี้มีผลขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมากและมีกระแสเกิดขึ้นก่อน โดยในขั้นต่อไปภาครัฐก็ต้องไปทำงานในพื้นที่ควบคู่กันไปเช่นการกำหนดสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำงานในรายละเอียดซึ่งในท้องถิ่นมีการตื่นตัวเรื่องนี้สูงมาก"
มั่นใจเบิกเงินก้อนแรกหมื่นล้านปีนี้
สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐนั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการทำงานของกรรมาธิการร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งการทำงานเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของการจัดทำงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีหลายฝ่ายช่วยกันพิจารณา เพื่อให้โครงการมีความรอบคอบมากที่สุด
"ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณปกติ ไม่ได้เปิดช่องให้มีการตัดลดงบประมาณเท่าใดนัก เช่น ในปีงบประมาณ 2557 กระทรวงคมนาคมก็มีการตั้งงบชำระเงินกู้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งฝ่ายค้านก็ไม่มีอำนาจในการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ต่างจากการจัดทำ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่มีการเปิดช่องทางให้วิพากษ์วิจารณ์ได้มากกว่า" นายชัชชาติ กล่าว
ภายหลังจากที่ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และที่ 3 และประกาศใช้ จะมีโครงการที่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยโครงการที่จะเร่งรัดให้มีการลงทุนก่อนคือโครงการปรับปรุงถนน และรถไฟทางคู่ซึ่งมีการศึกษาโครงการไว้แล้วทำให้ดำเนินการได้ทันทีเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
"การลงทุนอย่างต่อเนื่องของภาครัฐระยะเวลา 7 ปี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคมาก โดยหลายประเทศมีโครงการลงทุนในลักษณะเดียวกับไทย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โดยโครงการนี้นักลงทุนให้การตอบรับดี เช่นนักลงทุนญี่ปุ่นก็สนใจจะมาขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากจะมีสาธารณูปโภคการคมนาคมพื้นฐานดียิ่งขึ้นในอนาคต" นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้อธิบายข้อกังวลต่างๆ ที่กรรมาธิการฝ่ายค้านมีต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.คำถามที่ว่าทำไมบางโครงการยังไม่มีความพร้อมในการก่อสร้าง ซึ่งอธิบายว่า พ.ร.บ. นี้ไม่ใช่ พ.ร.บ.อนุมัติโครงการ แต่เป็นกฎหมายเตรียมกรอบวงเงินในการลงทุน โดยโครงการบางส่วนมีการศึกษาโครงการไว้แล้วและจัดลำดับความสำคัญว่าจะเป็นการลงทุนในปีแรกๆ ส่วนโครงการอื่นก็จะมีการศึกษาต่อไป โดยเป็นการวางแผนระยะยาว 7 ปี เพื่อให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
2.คำถามว่า ทำไมไม่เอาโครงการต่างๆ ไปบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งอธิบายว่า พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี เป็นวงเงินรายจ่ายประจำเกือบทั้งหมด หากบรรจุแผนการลงทุน 7 ปีไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณฯ คงจะสร้างความเชื่อมั่นได้ยาก เนื่องจากอาจโดนตัดงบประมาณได้ในอนาคต
"การบรรจุโครงการลงทุนด้านคมนาคมไว้ในงบประมาณประจำปีก็ไม่ได้ช่วยในเรื่องหนี้ แต่มีหนี้เท่าเดิมเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ ซึ่งรัฐบาลมองแล้วว่าออกเป็น พ.ร.บ.เงินกู้สามารถสร้างความเชื่อมั่นและบริหารงานได้โปร่งใสมากขึ้น"
3.ค่าจ้างที่ปรึกษาที่มีมูลค่ารวมสูง ได้อธิบายว่ามีความจำเป็นที่ต้องจัดจ้างในราคามาตรฐาน เพราะเป็นตัวรับประกันคุณภาพของงาน ถ้ามีการกำหนดค่าที่ปรึกษาต่ำ คุณภาพงานก็ต่ำ หากเกิดปัญหาขึ้นมาโครงการก็ไม่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามค่าที่ปรึกษาก็อยู่ในกรอบราคาเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ในอดีต แต่เมื่อเงินกู้ทั้งหมดสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ทำให้ค่าที่ปรึกษาโครงการทั้งหมดรวมกันดูเป็นตัวเลขที่สูงมากนับหมื่นล้านบาท







