บาทยังอ่อนค่า ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากแรงขายของต่างชาติ
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นแกว่งตัวลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งมีการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำงวดสิ้นปี 2555 เข้าบัญชีภาครัฐ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65-2.73% ก่อนปรับลดลงเป็น 2.40-2.48% สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ขณะที่อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ปรับลดจาก 2.75% เป็น 2.50% ในวันพุธ หลัง กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเช่นเดียวกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 3-7 มิ.ย. 2556 สภาพคล่องจากการเรียกเก็บเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจะทยอยไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.01% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 2.97% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงขายจากต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลว่าทางการอาจออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.11% ในวันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 2.01% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลว่าเฟดอาจจะปรับลดขนาดการซื้อพันธบัตรลง ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุน หลังราคาพันธบัตรปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 4 เดือนครั้งใหม่ หลังจากที่ขยับแข็งค่าเพียงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ตามทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเงินบาทกลับมาทยอยอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์จากความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้นำเข้า แรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังการประชุมกนง. (ซึ่งมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ร้อยละ 2.50) ตลอดจนสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับสัญญาณของมาตรการดูแลความสมดุลของเงินทุนไหลเข้าและออกของทางการไทย ก็เป็นปัจจัยลบของเงินบาทด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (31 พ.ค.) เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.25 เทียบกับระดับ 29.94 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (23 พ.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (3-7 มิ.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.00--30.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาสัญญาณของทางการในการดูแลประเด็นค่าเงินบาท ขณะที่ ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิต และภาคบริการเดือนพ.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ เดือนเม.ย. รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจหรือ Beige Book ของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังน่าจะจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ เงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด (ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ค.ที่สูงสุดในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ ราคาบ้านเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค.) หนุนให้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในวงกว้าง อย่างไรก็ดี เงินยูโรฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนบางส่วนจากข้อมูลเงินเฟ้อของเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นเกินคาด ซึ่งตรงกันข้ามกับเงินดอลลาร์ฯ ที่ถูกกดดันจากตัวเลขทบทวนจีดีพีไตรมาส 1/56 ของสหรัฐฯ
เงินเยนฟื้นกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังจากที่อ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีเกินคาด สนับสนุนการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจใกล้จะชะลอมาตรการ QE ในการประชุมครั้งต่อๆ ไป อย่างไรก็ดี เงินเยนลดช่วงติดลบทั้งหมด และกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์จากข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ ข้อมูลทบทวนของจีดีพีไตรมาส 1/56 ของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดยังไม่มั่นใจกับจังหวะเวลาของการถอน QE ของเฟด
ในวันศุกร์ (31 พ.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.2996 เทียบกับ 1.2929 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 พ.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 100.57 เทียบกับ 101.27 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากแรงขายของต่างชาติ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,562.07 จุด ลดลง 2.82% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 11.80% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 58,815.27 ล้านบาทโดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 471.61 จุด ลดลง 2.20% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์ โดยแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความกังวลว่าเฟดอาจปรับลดขนาดการซื้อพันธบัตรลง ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคารโดยมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุน จากคาดการณ์ว่า กนง. น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จากนั้นตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงขายจากนักลงทุนท่ามกลางความกังวลว่าทางการไทยอาจออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 3-7 มิ.ย. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับลดลงก่อนจะฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์ โดยต้องติดตามท่าทีในการดำเนินนโยบายของเฟด และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ เครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacturing) รายงานสภาวะเศรษฐกิจของเฟด (Beige Book) และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,537 และ 1,470 ขณะที่แนวต้านคาดว่า จะอยู่ที่ 1,598 และ 1,611 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ทรงตัว โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาดี โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,324.53 จุด เพิ่มขึ้น 0.14% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร หลังจากหยุดทำการในวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากดัชนีราคาบ้านในเดือนมีนาคมที่เพิ่มขึ้น 10.9% YoY ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพุธ จากความกังวลว่าเฟดอาจจะลดขนาดโครงการซื้อพันธบัตรเร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังจากข้อมูลจีดีพีไตรมาส 1/56 (ครั้งที่ 2) ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะยังไม่ทำการปรับลดขนาดการซื้อพันธบัตรลงในเร็วๆนี้
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับลดลงต่อ จากแรงกดดันที่เฟดอาจปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตร โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 13,774.54 จุด ลดลง 5.73% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากการปรับสถานะการถือครองหุ้นของนักลงทุน ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ หลังเงินเยนอ่อนค่าลง ดัชนี Nikkei ปรับร่วงลงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี จากความกังวลต่อประสิทธิผลของแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นของทางการ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับจากนักลงทุน หลังราคาปรับลดลง









