"ธนาคารอิสลาม"ชู 3 ยุทธศาสตร์ "สร้างความมั่นคงทางการเงิน-เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน-สร้างเครือข่ายพันธมิตรการเงิน" มั่นใจปีนี้มีโชว์กำไร
นายธานินทร์ อังสุวรังษี ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2556 ว่า ผู้ถือหุ้นมีความเชื่อมั่นต่อแผนยุทธศาสตร์ที่ธนาคารเสนอ ซึ่งธนาคารมั่นใจจะพลิกผลประกอบการทำกำไรได้ภายในปีนี้
ทั้งนี้ 3 แผนยุทธศาสตร์ ที่สนับสนุนให้ธนาคารเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความมั่นคงทางการเงิน โดยธนาคารจะทำการเพิ่มทุน เพื่อสร้างความมั่นคงของเงินกองทุน และทำให้สัดส่วนของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการและแก้ไขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) เพื่อให้ธนาคารกลับมามีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง
"ธนาคารจะเพิ่มทุนรวม 7,108 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 ในเดือนมิ.ย.นี้ 927 ล้านบาท และเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ภายในไตรมาส 4 อีก 6,181 ล้านบาท และจะออกพันธบัตรอิสลาม (SUKUK) อีก 5,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2 ทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่แบงก์ชาติกำหนด ทำให้ธนาคารสามารถขยายธุรกิจได้ตามแผนงานที่วางไว้"
นายธานินทร์ ยังกล่าวด้วยว่า ปี 2555 ธนาคารมีผลดำเนินการขาดทุน 13,260 ล้านบาท เพราะธนาคารตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) ยอดสินเชื่อในปี 2555 จำนวน 120,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,059 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.4% จากปี 2554 ส่วนยอดเงินฝาก 113,576 ล้านบาท ลดลง 619 ล้านบาท หรือลดลง 0.55% และมีสินทรัพย์รวมสิ้นปี 2555 อยู่ที่ 123,902 ล้านบาท
ส่วนแผนการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 24,695 ล้านบาทนั้น นายธานินทร์ กล่าวว่า เพื่อบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เหล่านี้กลับมาเป็นหนี้ปกติ ธนาคารจึงได้จัดทำแผนแก้ไขหนี้ดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ได้แก่ เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เจรจาให้ชำระคืน/ขายสินทรัพย์ และโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์
"ตั้งแต่ปีนี้ธนาคารมีนโยบายควบคุมสินเชื่อใหม่ให้ระดับ NPF ไม่เกิน 2% สำหรับสินเชื่อธุรกิจและไม่เกิน 5% สำหรับสินเชื่อรายย่อย" นายธานินทร์ กล่าว
ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยธนาคารเตรียมปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ขยายช่องทางบริการให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้น โดยมีแผนจะขยายจาก 106 สาขา เป็น 130 สาขา ภายในเดือนก.ค.นี้ และตั้งเป้าขยายฐานลูกค้ารายย่อยให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของฐานสินเชื่อทั้งหมดภายใน 5 ปี ธนาคารจึงเตรียมออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย และให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ ธนาคารได้รวบรวมข้อมูลความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยจะเริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และขยายขอบเขตการให้บริการเพื่อรองรับชาวมุสลิม ที่เดินทางผ่านเข้าออกไทย ซึ่งมีอยู่กว่า 300 ล้านคน ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเตรียมความพร้อมในการให้บริการ ทั้งด้านธุรกรรมทางการเงิน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการจากลูกค้าต่างประเทศได้
ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 3 ธนาคารจะเน้นการสร้างเครือข่าย โดยเตรียมความพร้อมสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ กับสถาบันการเงินในภูมิภาคอาเซียน และตะวันออกกลาง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มช่องทางการบริการของธนาคารให้ก้าวสู่สถาบันการเงินระดับภูมิภาค โดยการหาพันธมิตร (Strategic Partner) เพื่อร่วมลงทุน โดยธนาคารมีแผนจะหาผู้ร่วมลงทุนที่เป็นธนาคาร หรือสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศมุสลิมในอีก 3 ปีข้างหน้า
"ล่าสุดได้ร่วมมือกับธนาคาร CIMB Group ในการให้บริการธุรกรรมการเงิน ด้วยจุดบริการชำระเงินสำหรับสินเชื่อแรงงานไทยในมาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทยในมาเลเซีย ในการชำระค่างวดสินเชื่อให้กับธนาคาร ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการโอนเงินจากมาเลเซียมายังไทยในรูปแบบเดิมได้ ถือเป็นก้าวแรกในการเตรียมความพร้อมของธนาคารในการเข้าเออีซี" นายธานินทร์ กล่าว









