วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุนตปท. เรียนเมืองนอก วางแผนรับบาทแข็ง

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในคนกลุ่มไหน มาดูกันว่า เงินบาทแข็งค่าแบบนี้ คุณควรจะวางแผนการเงินอย่างไรดี

ค่าเงินบาทแข็ง อาจจะทำให้ผู้ส่งออกบาดเจ็บกันนับไม่ถ้วน

ในเวลาเดียวกัน นอกจากฝั่งผู้นำเข้าจะยิ้มได้ ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยิ้มให้กับการแข็งค่าของเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยว และผู้ที่ต้องส่งเงินไปให้ลูกที่เรียนอยู่ต่างประเทศรวมถึงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ก็เบ่งบานไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในคนกลุ่มไหน มาดูกันว่า เงินบาทแข็งค่าแบบนี้ คุณควรจะวางแผนการเงินอย่างไรดี

Fundamentals ฉบับนี้ นำเรื่องนี้มานำเสนอ

หาต้นเหตุของค่าเงินผันผวน

ฐานิศร์ ศาสตราวาหะ ผู้อำนวยการฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารธนชาต ให้ภาพโดยรวมของสถานการณ์ปัจจุบันว่ามีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในตลาดการเงินโลก จากสาเหตุหลักๆ คือความอ่อนแอของเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆของโลกโดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และ ยูโรโซน ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาโดยการอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า QE ซึ่งทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าไปยังประเทศเกิดใหม่ ที่เศรษฐกิจยังดีอยู่หรือคงอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เพื่อหากำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน อย่างที่ประเทศไทยเผชิญอยู่

ทำให้สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่แข็งค่าไปตามๆกัน และสกุลเงินของประเทศหลักๆที่มีปัญหาอ่อนค่าลง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินเยน เป็นต้น ในขณะที่ยูโรโซนเองการแก้ไขปัญหายิ่งซับซ้อนเนื่องจากเป็นการรวมตัวกันของหลายๆประเทศที่มีความแข็งแรงของเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกันมาใช้เงินสกุลเดียวกัน คือเงินยูโร ซึ่งก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการแก้ไขปัญหาของยูโรโซนจะสำเร็จหรือไม่อย่างไรและเมื่อไร

ในขณะที่สหรัฐอเมริกา เริ่มมีสถานการณ์ดีขึ้นโดยเริ่มมีการพูดถึงการลดไปจนถึงการยกเลิก QE เร็วกว่าที่คาดกันไว้ซึ่งอาจจะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้หรืออาจเป็นในปีหน้าก็เป็นได้ ในขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มใช้ QE อย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นในภาพรวมเราจึงเห็นว่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญๆ เช่น เงินเยนและเงินยูโร เป็นต้น

ในขณะเดียวกันค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐก็ดูมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากแข็งค่าสุดที่ระดับ 28.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากตลาดได้เห็นความจริงจังในการแก้ปัญหาของภาครัฐ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่น่าจะเห็นค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ กลับไปยืนเหนือระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเร็ววันนี้

ดูแนวโน้มค่าเงิน

ดังนั้น สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องใช้เงินสกุลต่างประเทศ ฐานิศร์ได้นำเสนอเป็นแนวทางในการพิจารณาเป็นรายสกุล เริ่มจาก เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ด้านที่บาทแข็งค่าไม่น่าที่จะหลุดต่ำกว่าระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือในระยะสั้นก็ไม่น่าหลุดจากระดับ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และก็น่าจะได้เห็นที่ระดับ 30 บาทในเร็ววันนี้

ส่วนเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินบาท มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าต่อไป จากระดับ 29 บาทต่อ 100 เยน ก็น่าจะได้เห็นถึงระดับ 27 บาทต่อ 100 เยน

ทางด้าน เงินยูโรเมื่อเทียบกับเงินบาท ก็น่าจะได้เห็นที่ ระดับ 37 บาทต่อยูโร

ขณะที่ เงินปอนด์ ฐานิศร์บอกว่าเป็นสกุลเงินที่คาดการณ์ยาก อย่างไรก็ตามที่ระดับปัจจุบัน ที่ 45 บาทต่อปอนด์ก็ต่ำมากแล้ว หรืออาจให้ภาพได้ดังนี้ ย้อนหลังไป 17 ปีในช่วงปลายปี 2539 หรือก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง 1 ปี ค่าเงินปอนด์เคยอยู่ที่ระดับ 43.80 บาทต่อปอนด์

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้น ที่อาจเป็นประโยชน์ในการพิจารณาซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อการเดินทางหรือเพื่อการศืกษา อย่างไรก็ตามก็ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตประกอบการตัดสินใจ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

บาทแข็งแบ่งเงินไปลงทุนแบบไหนดี

ทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาติ มองว่า เงินบาทแข็งแบบนี้ หากมองในมุมของการลงทุน ก็ไม่ใช่โอกาสที่จะเห็นได้บ่อย ๆ และก็เป็นจังหวะที่สะกิดใจให้เห็นช่องทางการลงทุนที่หน้าตาดูดี มีเสน่ห์ขึ้นทันที เมื่อนำเรื่องค่าเงินมาคิดด้วย โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ในต่างประเทศ ที่ค่าเงินสกุลหลักเหล่านั้นอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาทของเรา เพราะทรัพย์สินเหล่านั้น จะราคาถูกลงเมื่อเทียบเป็นเงินบาท

มีหลายคนมองเห็นโอกาสการลงทุนเหล่านี้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ยกตัวอย่างว่าคนที่มีลูก ๆ เรียนอยู่อังกฤษ เห็นค่าเงินปอนด์ช่วงนี้ ที่ระดับประมาณ 45 บาทต่อปอนด์ ก็ต่ำมากพอดู หากเทียบกับสมัยก่อน เช่น ปี 51 ตอนนั้น 63-64 บาท ต่อปอนด์ คนที่ส่งลูกไปเรียนตั้งแต่เล็ก ๆ และต้องเรียนอีกหลายปีกว่าจะจบ ต้องมีไม่มากก็น้อยที่มีทุนทรัพย์พอจนอยากซื้อบ้านที่อังกฤษให้ลูกอยู่ตอนเรียน และตัวเองได้ไปอยู่ด้วยครั้งละนาน ๆ ไม่เสียค่าโรงแรมซึ่งแพงมาก แต่กรณีนี้คงเหมาะสำหรับใครที่มีงบประมาณราคาบ้านอยู่ในใจแล้ว

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีลูกเรียนอยู่ต่างประเทศ หรือไม่ได้ต้องการลงทุนที่อาจจะยุ่งยากขนาดนั้น เดี๋ยวนี้ ก็มีช่องทางการลงทุนที่ใช้เงินน้อยและไม่ยุ่งยาก ที่ทำให้เราสามารถแบ่งเงินจำนวนไม่มาก ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศได้ เช่น การลงทุนผ่านกองทุนรวมในประเทศไทย ที่ไปลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ อีกทอดหนึ่ง ประหยัดเวลาและความยุ่งยาก และใช้เงินน้อยกว่ากันมากมาย

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ หรือ หลายประเทศ มีโครงสร้างที่เรียกว่า Real Estate Investment Trust หรือ REIT Real Estate Investment Trust นี้ จะไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของต่างประเทศโดยตรง เช่น อสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษ สหรัฐฯ หรือ แคนาดา Real Estate Investment Trust จะมีความหลากหลาย มีทั้งที่ลงทุนในอาคารสำนักงานคลังสินค้า ที่อยู่อาศัย หรือลงทุนหลายประเภทผสมกัน จะมีลักษณะที่ต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงบ้าง ซึ่งสอบถามได้จาก บลจ. ต่าง ๆ ที่มีกองทุนไปลงทุนใน REIT ต่างประเทศ แต่ที่คล้ายกันคือ Real Estate Investment Trust ในต่างประเทศ มักจะมีลักษณะที่พยายามจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ลงทุนเป็นระยะ ๆ หรือพยายามให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับรายได้กลับไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางที่ลงทุน

ส่วนคนที่ชอบหุ้น ถ้ามีเวลาและสนใจ ลองดูการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังฟื้นตัว และคาดว่าตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศเหล่านี้ก็น่าสนใจ เช่น หุ้นบริษัทสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ครองตลาดทั่วโลก ยังมีอนาคตที่คาดการณ์ได้ว่าจะเติบโต ซึ่งปัจจุบันวิธีการลงทุนก็ง่ายขึ้นเช่นกัน เพราะ มีกองทุนรวมไทยที่ไปลงทุนในหุ้นในตลาดต่างประเทศมากมาย สามารถเลือกศึกษาได้ ซึ่งการลงทุนส่วนนี้ มีโอกาสที่น่าสนใจ แต่ก็จะมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ส่วนคนที่ชอบและเข้าใจ ก็เพียงแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนบ้าง ไม่ใช่ทั้งหมด

หรือสำหรับคนที่ทำธุรกิจ มีโรงงานที่ต้องใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะต้องซื้อด้วยเงินตราสกุลที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ไม่ว่าจะเป็น ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน หากมีงบประมาณ หรือเงินเหลือ คงเห็นโอกาสสั่งซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ จากต่างประเทศที่จะได้ราคาถูกลงกว่าเมื่อก่อนรวมถึงบางกลุ่ม อาจจะเห็นโอกาสการเข้าไปซื้อกิจการในต่างประเทศด้วย

สกุลเงินที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือปอนด์ เพื่อขยายธุรกิจ ในยามที่ค่าเงินบาทเป็นใจเช่นนี้

คนชอบเที่ยวตุนเงิน

สำหรับคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว จังหวะที่ค่าเงินบาทแข็งลงมามากขนาดนี้ กระตุ้นให้หลายคนเริ่มคิดแผนออกเดินทางกันมากขึ้น เพราะต้นทุนการเดินทางของคุณจะถูกลงเยอะ

โดยเฉพาะคนที่จะไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น จะเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจนที่สุด เพราะมีข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่าปีนี้คนไทยแห่แหนไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมาก เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ทำให้ต้นทุนเที่ยวญี่ปุ่นลดลงประมาณ 20-30%

ส่วนต้นทุนการท่องเที่ยวอังกฤษก็ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด คนที่เคยไปเที่ยวตอนปอนด์ละ 70 บาท อาจจะอยากไปอังกฤษอีกซักรอบ เพราะตอนนี้ใช้เงินแค่ 45-46 บาทก็แลกได้ 1 ปอนด์แล้ว

นักวางแผนการเงินแนะนำให้คนมีแผนท่องเที่ยวในช่วงนี้ควรจะซื้อเงินสกุลต่างประเทศเก็บไว้ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เช่น ด้วยหน้าที่การงานของบางคนอาจต้องเดินทางไปประชุม สัมมนา หรือแม้แต่ท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง ซื้อเงินเยน เงินปอนด์ เงินยูโร และเงินดอลลาร์สหรัฐ ติดไม้ติดมือไว้ก็ดีไม่น้อย

สำหรับคนที่มีแผนการเดินทางที่ชัดเจนอยู่แล้ว ยิ่งง่ายใหญ่ เช่นคุณจะเดินทางไปยุโรปใน 1-3 เดือนนี้ ลองคำนวณงบประมาณการเดินทางคร่าวๆดูว่า น่าจะใช้เงินประมาณเท่าไหร่ แล้วแลกเงินยูโรตุนไว้ ตามวงเงินที่คาดว่าจะใช้ในทริปนี้

ซึ่งหากสำรวจความเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่างๆตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันก็จะพบว่า เงินเยนและเงินปอนด์ถูกลงมากกว่าสกุลอื่น ส่วนเงินยูโรและเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ค่อนข้างถูกเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะตุนเงินสกุลอะไร น่าจะขึ้นกับว่าจุดหมายปลายทางของคุณอยู่ที่ไหน จะเหมาะกว่า

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ควรจะติดตามสถานการณ์ค่าเงินเอาไว้อย่างใกล้ชิด เพราะค่าเงินบาทอาจจะกลับมาอ่อนค่าได้ หากทางการมีมาตรการดูแลค่าเงินอย่างจริงจัง

เอาเป็นว่า ถ้าชอบเดินทางท่องเที่ยวเป็นทุนเดิม วางแผนแลกเงินตราต่างประเทศเอาไว้ทีละเล็กทีละน้อย ก็ถือว่าเป็นการวางแผนการเงินที่ดีได้เหมือนกัน

แนะรีบโอนเงินให้ลูกที่เรียนต่างประเทศ

เรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกวิทย์ Wealth Planner ให้ความเห็นสำหรับคนที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ต่างประเทศ ช่วงที่เงินบาทแข็งค่านี้ถือเป็นโอกาสในการที่จะโอนเงินไปให้เขา แต่ก็ควรแน่ใจก่อนว่าเขาสามารถบริหารจัดการการเงินได้ ไม่ใช่นึกว่าเงินที่โอนไปให้สามารถเอาไปใช้อะไรก็ได้ เช่น จะใช้ไปเที่ยวต่างเมือง ดูหนัง ดูละคร ในช่วงปิดภาคฤดูร้อนนี้ เงินก้อนนี้ซึ่งควรเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนและค่าที่พักของปีการศึกษาหน้าจะหมดเสียก่อน

สำหรับคนที่มีแผนการที่จะไปท่องเที่ยวต่างประเทศภายในปีนี้ ขณะนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ ปอนด์ ยูโร และเยนเก็บไว้ แต่เนื่องจากสมัยนี้ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ทำผ่านบัตรเครดิตอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพกเงินสดไปมากนัก สิ่งที่สำคัญคือการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ถ้าทำได้ไกลๆ เช่น 6 เดือน 1 ปี ก็ทำให้ประหยัดไปได้มาก เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินและที่พัก จะให้ราคาพิเศษได้ และอีกอย่างคือการตั้งงบสำหรับใช้จ่ายจิปาถะไว้ให้ตรงกับความเป็นจริง จะได้ทราบล่วงหน้าว่าการเดินทางครั้งนี้จะใช้เงินเท่าไหร่ เกินตัวไปหรือไม่ ไม่ใช่เห็นว่าเงินบาทแข็งค่าเลยต้องไปเที่ยวต่างประเทศ รูดบัตรเครดิตเพลิน จนกลับมาเป็นหนี้หัวโต

สำหรับคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะผู้ส่งออก ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะสร้างความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก ควรจะซื้อสัญญาป้องกันความเสี่ยงไว้อย่างน้อย 50%

ของจำนวนเงินตราต่างประเทศที่จะต้องรับ - จ่าย เพราะในช่วง 6 เดือนข้างหน้าสภาวะเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะฝั่งยุโรปยังเปราะบางมาก โอกาสที่อัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนต่อมีอยู่สูง

เอาเป็นว่า ใครรู้ตัวว่าจะออกเดินทาง มองหาช่องทางลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงมีลูกเรียนอยู่ต่างประเทศ ก็เตรียมวางแผนเพื่อรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาทเอาไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน